เส้นทางอันยาวไกลของนักเดินทางผู้หนึ่ง
ข้าพเจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนช่างฝัน เป็นคนช่างคิด เป็นคนรักศิลปะ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะขึ้นไปยืนอยู่จุดที่ตนเองใฝ่ฝัน
ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง
ช่างน่าเสียดายอยู่หนึ่งอย่าง ถิ่นกำเนิดของข้าพเจ้านั้นนับได้ว่าน่าอดสู อันกล่าวถึงถิ่นกำเนิดประการเดียวเท่านั้น มิใช่ชาติพันธุ์หรือบรรพบุรุษแต่อย่างใด ข้าพเจ้ามั่นใจเป็นแน่แท้ว่า บรรพบุรุษของข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่สุดยอด ทว่าพวกเขาเพียงอาศัยอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นความสุดยอดที่น้อยคนนักจะได้รับรู้ ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้รับรู้เรื่องราวหรือตำนานเกี่ยวกับพวกเขานัก ทว่ามีหนึ่งสิ่งที่แน่ใจ คือพวกเขาได้รับความรักและความเมตตาเปี่ยมล้นจากพระผู้เป็นเจ้า... เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้รับในขณะนี้
ตั้งแต่ยังเล็ก ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนอื่น ข้าพเจ้าโดนทุกคนประณามและพิพากษาว่าเป็นคนวิกลจริต เป็นเด็กแปลก เป็นคนบ้า ข้าพเจ้าเติบโตมาจากความเย็นชา และการไร้ซึ่งบุคคลที่อยู่เคียงข้าง ข้าพเจ้าชินชากับความโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
ถิ่นกำเนิดของข้าพเจ้านั้นเรียกได้ว่าเลวทราม ตรงกันข้ามกับข้าพเจ้าทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับความสุขอย่างแท้จริงเมื่ออยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าจำต้องทน....
ทนกับคำครหาว่าเป็นคนบ้า ทนกับคำครหาว่าเป็นคนประหลาด ทนกับการไม่ได้รับการยอมรับ ทนกับสิ่งรอบตัวที่ไม่ได้สร้างความสุขให้ตัวเอง ข้าพเจ้ามีที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ อินเทอร์เน็ต
ข้าพเจ้าเล่นคอมพิวเตอร์เมื่ออายุ 5 ขวบ เรียกได้ว่าอยู่กินกับมันวันละ 16 ชั่วโมง ทุกวันเลยทีเดียว
ข้าพเจ้าเป็นคนรักการเรียนรู้ นับได้ว่าเป็นทาสของการเรียน ทว่า เกรดของข้าพเจ้าไม่สู้ดีตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นต้นมา เพราะเนื้อหาสาระของมัน นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระโดยแท้จริง ข้าพเจ้าจึงทิ้งมัน และทุ่มเทเวลาให้กับ ”โลกแฟนตาซี” แทน
ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ใน ”โลกแฟนตาซี” นั้น ไม่มีใครมารบกวนข้าพเจ้า ไม่มีใครมาด่าว่าชี้หน้าหรือตัดสินข้าพเจ้าทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงได้ ”ภาษา” มาเป็นอาวุธประจำกาย
เวลาผ่านไป ก็ยังไม่มีใครยอมรับข้าพเจ้าอยู่เช่นเดิม เพราะสถานที่มันสำหรับคนธรรมดาและคนโง่มารวมตัวกันกระมัง พวกเขาจึงไม่รู้จักว่าสิ่งใดคือคนเก่งที่ควรรักษา ควรสนับสนุนโดยแท้ พวกเขากลับมอบคุณค่าให้แก่สิ่งที่ไร้ซึ่งแก่นสาร หน้าตา การแต่งกาย พ่อแม่ เรื่องราวฉาว ๆ ....และผลการเรียนที่ไร้สาระที่สุดในใต้หล้าผืนพิภพ
การเรียนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลยเช่นนั้น เหตุใดเหล่าคนธรรมดาจึงให้คุณค่ากับมันมากมาย?
....นั่นสินะ เพราะพวกเขาคือ ”คนธรรมดา” พวกเขาจึงทำได้เพียงเต้นระบำไปตามกฎเกณฑ์ของสังคม บรรทัดฐานที่ผู้นำตั้งไว้ ไม่ว่าผู้นำจะเป็นใคร หรือกฎเกณฑ์จะไร้สาระเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยสงสัยและตั้งคำถาม พวกเขาใช้ชีวิตโดยสัญชาตญาณเป็นตัวนำพา อย่างกับสัตว์ไม่มีผิด
การไม่ยอมรับความแตกต่างของปัจเจกบุคคล ถือเป็นเรื่องที่อัปยศที่สุดในการเกิดมาเป็นมนุษย์
ข้าพเจ้าทรมานมานานแล้ว ทรมานมามากเกินพอ ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ทว่ากลับอยู่ในมือของสัตว์ป่า
ยังดี ที่ ”โลกแฟนตาซี” ได้มอบหลายสิ่งหลายอย่าง และสั่งสอนข้าพเจ้ามา ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ต้องขอขอบคุณเหล่าผู้สร้าง ”โลกแฟนตาซี” ทุกท่านจริง ๆ เพราะไม่มีใครเลยในโลกความเป็นจริง ที่จะมอบความรักให้ข้าพเจ้า มอบความรู้ให้ข้าพเจ้า มอบประสบการณ์ให้แก่ข้าพเจ้า.... ไม่มีเลย แม้แต่คนเดียว
ในชีวิตจริง ข้าพเจ้ารู้จักแต่มนุษย์ที่มีหน้าที่เป็นเพียง ”เครื่องจักรผลิตเงิน” เท่านั้น
และบัดนี้ ใกล้ถึงกาลที่ข้าพเจ้าจักได้ออกเดินทาง...
ข้างหน้านั้นมีสิ่งใดรอคอยข้าพเจ้าอยู่กันหนอ
ข้าพเจ้าไม่กลัว
ข้าพเจ้าเชื่อมั่น
แม้นว่าข้าพเจ้าจักตัวคนเดียวตลอดชีวิตนี้ ข้าพเจ้าก็ยังสบายใจ เพราะมีหนึ่งสิ่งที่อยู่เคียงข้างและคอยปกป้องข้าพเจ้าเสมอมา
แม้นว่าจะไม่มีมนุษย์คนไหน ไม่มีสิ่งที่ไม่จีรังอันใดมอบความรักและความอบอุ่นให้แก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็ยังคงมีพระเจ้าที่รักและเอ็นดู มอบความเมตตาให้แก่ข้าพเจ้าเสมอ
ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง
ช่างน่าเสียดายอยู่หนึ่งอย่าง ถิ่นกำเนิดของข้าพเจ้านั้นนับได้ว่าน่าอดสู อันกล่าวถึงถิ่นกำเนิดประการเดียวเท่านั้น มิใช่ชาติพันธุ์หรือบรรพบุรุษแต่อย่างใด ข้าพเจ้ามั่นใจเป็นแน่แท้ว่า บรรพบุรุษของข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่สุดยอด ทว่าพวกเขาเพียงอาศัยอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นความสุดยอดที่น้อยคนนักจะได้รับรู้ ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้รับรู้เรื่องราวหรือตำนานเกี่ยวกับพวกเขานัก ทว่ามีหนึ่งสิ่งที่แน่ใจ คือพวกเขาได้รับความรักและความเมตตาเปี่ยมล้นจากพระผู้เป็นเจ้า... เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้รับในขณะนี้
ตั้งแต่ยังเล็ก ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนอื่น ข้าพเจ้าโดนทุกคนประณามและพิพากษาว่าเป็นคนวิกลจริต เป็นเด็กแปลก เป็นคนบ้า ข้าพเจ้าเติบโตมาจากความเย็นชา และการไร้ซึ่งบุคคลที่อยู่เคียงข้าง ข้าพเจ้าชินชากับความโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
ถิ่นกำเนิดของข้าพเจ้านั้นเรียกได้ว่าเลวทราม ตรงกันข้ามกับข้าพเจ้าทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับความสุขอย่างแท้จริงเมื่ออยู่ที่นั่น ข้าพเจ้าจำต้องทน....
ทนกับคำครหาว่าเป็นคนบ้า ทนกับคำครหาว่าเป็นคนประหลาด ทนกับการไม่ได้รับการยอมรับ ทนกับสิ่งรอบตัวที่ไม่ได้สร้างความสุขให้ตัวเอง ข้าพเจ้ามีที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ อินเทอร์เน็ต
ข้าพเจ้าเล่นคอมพิวเตอร์เมื่ออายุ 5 ขวบ เรียกได้ว่าอยู่กินกับมันวันละ 16 ชั่วโมง ทุกวันเลยทีเดียว
ข้าพเจ้าเป็นคนรักการเรียนรู้ นับได้ว่าเป็นทาสของการเรียน ทว่า เกรดของข้าพเจ้าไม่สู้ดีตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นต้นมา เพราะเนื้อหาสาระของมัน นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระโดยแท้จริง ข้าพเจ้าจึงทิ้งมัน และทุ่มเทเวลาให้กับ ”โลกแฟนตาซี” แทน
ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่ใน ”โลกแฟนตาซี” นั้น ไม่มีใครมารบกวนข้าพเจ้า ไม่มีใครมาด่าว่าชี้หน้าหรือตัดสินข้าพเจ้าทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงได้ ”ภาษา” มาเป็นอาวุธประจำกาย
เวลาผ่านไป ก็ยังไม่มีใครยอมรับข้าพเจ้าอยู่เช่นเดิม เพราะสถานที่มันสำหรับคนธรรมดาและคนโง่มารวมตัวกันกระมัง พวกเขาจึงไม่รู้จักว่าสิ่งใดคือคนเก่งที่ควรรักษา ควรสนับสนุนโดยแท้ พวกเขากลับมอบคุณค่าให้แก่สิ่งที่ไร้ซึ่งแก่นสาร หน้าตา การแต่งกาย พ่อแม่ เรื่องราวฉาว ๆ ....และผลการเรียนที่ไร้สาระที่สุดในใต้หล้าผืนพิภพ
การเรียนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลยเช่นนั้น เหตุใดเหล่าคนธรรมดาจึงให้คุณค่ากับมันมากมาย?
....นั่นสินะ เพราะพวกเขาคือ ”คนธรรมดา” พวกเขาจึงทำได้เพียงเต้นระบำไปตามกฎเกณฑ์ของสังคม บรรทัดฐานที่ผู้นำตั้งไว้ ไม่ว่าผู้นำจะเป็นใคร หรือกฎเกณฑ์จะไร้สาระเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยสงสัยและตั้งคำถาม พวกเขาใช้ชีวิตโดยสัญชาตญาณเป็นตัวนำพา อย่างกับสัตว์ไม่มีผิด
การไม่ยอมรับความแตกต่างของปัจเจกบุคคล ถือเป็นเรื่องที่อัปยศที่สุดในการเกิดมาเป็นมนุษย์
ข้าพเจ้าทรมานมานานแล้ว ทรมานมามากเกินพอ ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ทว่ากลับอยู่ในมือของสัตว์ป่า
ยังดี ที่ ”โลกแฟนตาซี” ได้มอบหลายสิ่งหลายอย่าง และสั่งสอนข้าพเจ้ามา ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ต้องขอขอบคุณเหล่าผู้สร้าง ”โลกแฟนตาซี” ทุกท่านจริง ๆ เพราะไม่มีใครเลยในโลกความเป็นจริง ที่จะมอบความรักให้ข้าพเจ้า มอบความรู้ให้ข้าพเจ้า มอบประสบการณ์ให้แก่ข้าพเจ้า.... ไม่มีเลย แม้แต่คนเดียว
ในชีวิตจริง ข้าพเจ้ารู้จักแต่มนุษย์ที่มีหน้าที่เป็นเพียง ”เครื่องจักรผลิตเงิน” เท่านั้น
และบัดนี้ ใกล้ถึงกาลที่ข้าพเจ้าจักได้ออกเดินทาง...
ข้างหน้านั้นมีสิ่งใดรอคอยข้าพเจ้าอยู่กันหนอ
ข้าพเจ้าไม่กลัว
ข้าพเจ้าเชื่อมั่น
แม้นว่าข้าพเจ้าจักตัวคนเดียวตลอดชีวิตนี้ ข้าพเจ้าก็ยังสบายใจ เพราะมีหนึ่งสิ่งที่อยู่เคียงข้างและคอยปกป้องข้าพเจ้าเสมอมา
แม้นว่าจะไม่มีมนุษย์คนไหน ไม่มีสิ่งที่ไม่จีรังอันใดมอบความรักและความอบอุ่นให้แก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็ยังคงมีพระเจ้าที่รักและเอ็นดู มอบความเมตตาให้แก่ข้าพเจ้าเสมอ
Comments
Post a Comment