[Soulmate Sonata] นายคือกล่องสมบัติของฉัน

สวัสดี นี่คือปฐมบทของเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง อันจะกล่าวถึงการพบกันของคนสองคน แน่นอนว่าหญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ค่อยจะทั่วไป.... สักเท่าใดกระมัง คาดว่า

ตัวเอกของเรานั้นเป็นตัวตนที่อาจมีอยู่จริง หรืออาจไม่มีอยู่จริงก็เป็นไปได้เช่นกัน จักประกาศนามไว้ ณ ที่นี้ว่า เรื่องราวนี้มีหญิงนามฟรังกาและชายนามเอซเป็นตัวเอก ส่วนท่านอื่นนั้นก็ต่างเป็นตัวเอกของเรื่องราวของพวกเขา หนังสือเล่มนี้จะขอผ่านพวกเขาไป เอาล่ะ ได้เวลาอันสมควร ขอเปิดม่านให้แก่เรื่องเล่าอันแสนวิเศษในโลกโสมม ‘นายคือกล่องสมบัติของฉัน’ อะไรนะ? นี่คือชื่อเรื่องอย่างไรเล่า ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว


ฟรังกานั้นมีอาชีพเป็นนักวิชาการอิสระ ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นเพียงชื่ออาชีพสวยหรูที่เธอโมเมตั้งขึ้นมาเอง โดยเนื้องานของเธอนั้นสะเปะสะปะและค่อนข้างจะมั่วซั่วอยู่บ้าง เพราะเธอเลือกงานจากความชอบเป็นหลักนั่นเอง ตัวอย่างเช่นว่า บางครั้งเธอก็เป็นนักดนตรี บางหนเธอก็เป็นนักธุรกิจ บางคราเธอก็เป็นนักเจรจาฝีปากกล้าวาจาคมกริบ เป็นต้น ช่างสมกับชื่อของเธอดีเหมือนกัน ได้ข่าวลือมาว่าเธอชอบที่ชื่อนี้มันบ่งบอกถึงความเป็นตัวเธอ จึงทิ้งชื่อเก่าไปและเปลี่ยนมาใช้ชื่อนี้แทน... แต่มันก็เป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงนอกจากตัวเธอเอง

ในเช้าวันหนึ่งขณะที่ฟรังกานอนอุตุด้วยความสบายอกสบายใจอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์สั่นหวืด ๆ ปลุกให้เธอตื่นจากห้วงฝันอันสับสนวุ่นวาย ฟรังการับสายนั้นและพบว่าปลายสายคือเพื่อนที่เรียกได้ว่าสนิทในช่วงนี้ของเธอ อยากให้เธอพบใครคนหนึ่งที่คิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับการงานลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของเธอได้ และเนื่องจากเพื่อนคนนี้ถือว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้และมีเส้นสายอยู่ในระดับที่ดีประมาณหนึ่ง เธอจึงตอบตกลงไป แต่แล้วเธอก็รู้สึกแปลก ๆ ในส่วนลึกของจิตใจ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเช่นกัน สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจลืมมันไปเสีย ต้นเหตุอาจจะเกิดจากอาหารมื้อน้อยนิดเมื่อวานของเธอก็เป็นได้ วันเวลานัดนั้นยังไม่แน่นอนนัก ดูเหมือนว่าฝั่งนั้นจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีเวลาว่างเท่ากับอาหารหนึ่งมื้อต่อสัปดาห์เพียงเท่านั้น ซึ่งต่างกับเธอที่ว่างตลอดเวลา ว่างตลอดปีที่เธอคิดว่าอยากจะว่าง (แต่เอาเข้าจริงเวลามีงานเธอก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขนักหรอกหนา) เธอเลิกคิดฟุ้งซ่านและเดินทางไปสำนักงานที่เธอรับงานพิเศษอยู่ในช่วงนี้

แน่นอนว่าคนอย่างฟรังกาไม่ชอบทำอะไรที่ธรรมดา ดังนั้นสำนักงานที่ว่าจึงออกจะมีความพิเศษอยู่บ้างเล็กน้อย... เอาล่ะ ไม่ทราบเช่นกันว่าตกลงแล้วสำนักงานนั้นมีจุดประสงค์เกี่ยวกับอะไร เอาเป็นว่าตำแหน่งของเธอมีหน้าที่จัดการความเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรืองานจิปาถะนั่นเอง ช่วยไม่ได้ เพราะเธอเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหมาด ๆ มาหนึ่งปีกว่าเท่านั้น และเธอยังมีแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศอีกด้วย เธอจึงรับภาระงานที่มีข้อผูกมัดมากไม่ได้ ความสามารถของเธอนั้นค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์ต่อทุกคนว่าเธอเป็นพวกทำอะไรก็ได้ ตั้งแต่ทำความสะอาดยันนั่งเก้าอี้บริหาร จึงไม่มีใครเหมาะสมกับหน้าที่นี้ไปมากกว่าเธออีกแล้ว

“นี่คุณ A ช่วงนี้ไม่มีงานอะไรให้ฉันทำบ้างเลยหรือ” ฟรังกาถามเลขาประจำตัวท่านประธาน

แต่เดิมสำนักงานนี้ค่อนข้างจะมีความเฉพาะทางอยู่มาก การติดต่อสื่อสารกับภายนอกนั้นค่อนข้างน้อย ดังนั้นปัญหาจึงน้อยตามไปด้วย ทว่าเวลาเกิดเหตุทีก็วุ่นวายใช่ย่อยเหมือนกัน ฟรังกาเป็นคนขี้เบื่อ ต้องการอะไรใหม่ ๆ มาทำให้ชีวิตมีสีสันตลอดเวลา ดังนั้นบางทีเธอจึงปรารถนาให้สำนักงานเกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง เธอจะได้กำไรหลายต่อแลกกับความเหนื่อยเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

A ยิ้มน้อย ๆ และให้คำตอบอันเรียบง่ายแก่ฟรังกา

“มีค่ะ งานของคุณฟรังกาคือการอยู่เฉย ๆ ค่ะ”
“ฉันอยากได้เงิน! อะไรก็ได้ ไม่มีเลยจริง ๆ หรือคะ” ฟรังกาคาดคั้น

A มีสีหน้าลำบากใจปรากฏขึ้น “เอ่อ... ความจริงแล้วช่วงนี้ไม่มีโปรเจกต์หรือไอเดียใหม่ ๆ เลยน่ะค่ะ เกรงว่า...” ฟรังกาทนฟังไม่จบเสียแล้ว เธอยิ้มกว้างให้เลขาก่อนจะกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงเสียงเกรงใจ

“เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ขอโทษนะคะที่รบกวน” กล่าวจบแล้วฟรังกาจึงก้าวฉับ ๆ ออกจากสำนักงานไป

‘เป็นแบบนี้อีกแล้ว... อุตส่าห์มีกะใจจะทำงาน เฮ้อ น่าเบื่อเสียจริง’ เธอพร่ำบ่นในใจขณะคิดว่าต่อจากนี้จะไปที่ไหนดีนั้น

เสียงหวืด ๆ จากระบบสั่นของโทรศัพท์ของเธอก็ร่ำร้องขึ้นมา เธอรับสายในทันใดโดยไม่ทันดูด้วยซ้ำว่าใครโทรมา

“โชคดีไปเลยนะเธอ วันนี้เขาบอกว่าเขาว่างพอดี งั้นมื้อเย็นหนึ่งทุ่มเธอไปพบกับเขาเลยนะ” ที่แท้เป็นเพื่อนคนเมื่อเช้านี่เอง

“อ้อเหรอ ที่ไหนล่ะ” ฟรังกาถาม

“ภัตตาคาร X” คู่สนทนาตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ชั่ววินาทีที่ฟรังกาได้ยินก็นึกว่าหูฝาด เบิกตาโต

“ล้อเล่นเหรอ ตอนนี้ฉันไม่ได้รวยขนา..”

“ไม่ได้ล้อเล่น เอาน่า เธอไปก่อน เดี๋ยวก็รู้เอง” รู้เองอะไรกัน แต่ฟรังกาก็สงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะการที่เธอเจอคนใหญ่คนโต คนรวยคนมีชื่อเสียงสำหรับเธอแล้วเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เธอไม่ใช่หนึ่งในคนพวกนั้นด้วยเท่านั้นเอง การทานอาหารในภัตตาคารหรูเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอนัก เพียงแต่หนนี้เธอไม่รู้ว่าคนที่เธอจะไปเจอนั้นเป็นใคร หนึ่งคนหรือสองคน สี่ห้าคน เธอยังไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับฝ่ายนั้นเลย

“ถ้างั้นแกก็ต้องบอกฉันว่าฝ่ายนั้นเป็นใครอะไรยังไง ฉันจะได้รับมือถูก บอกแค่ว่าหุ้นส่วนทางธุรกิจมันก็” ฟรังกาเป็นคนเกลียดอะไรที่ฉับพลันและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นอย่างน้อยๆ ก็ขอให้เธอเตรียมใจก่อนว่าจะไปเจอกับอะไร

คู่สนทนาพ่นลมหายใจดังหึราวกับภาคภูมิใจ

“เอาน่า เชื่อเรา เธอต้องเข้ากับเขาได้แน่ ๆ แค่นี้ล่ะ บาย” แล้วก็วางสายไป

คราวนี้ถึงตาฟรังกาพ่นลมหายใจดังหึบ้าง แต่เป็นอารมณ์เหยียดหยาม

‘ผู้ชายก็เป็นซะอย่างนี้’

ฟรังกาจึงตัดสินใจกลับที่พัก เพราะอย่างไรเสียวันนี้ก็ว่างอยู่แล้ว บ้านคือวิมานสำหรับเธอ ถ้าให้เลือกจะไปที่ไหนสักที่เธอก็ขออยู่บ้านเป็นดีที่สุด อีกประการจะได้เตรียมตัวสำหรับมื้อเย็นที่น่าหวาดหวั่นให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นเธอที่ชอบวิตกกังวลไปเอง โตจนป่านนี้แล้วไม่มีคนแบบไหนที่เธอยังไม่เคยเจอยังไม่เคยรู้จัก เพียงแต่นิสัยนักประหม่าตัวยงนี่มันติดตามวิญญาณเธออย่างใกล้ชิดและไม่ยอมไปไหนเลยแม้ว่าจะอายุปูนนี้แล้วก็ตาม

เธอไม่ชอบแต่งหน้าจัด และมื้อเย็นในวันนี้เป็นการทำความรู้จักกับหุ้นส่วน (ที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร) เป็นการส่วนตัว ดังนั้นเธอก็จะแต่งตัวแบบปกติที่เธอโปรดไป เดรสลูกไม้สีหวานที่ขัดกับบุคลิกคล่องแคล่วดุดัน ระบายสีอ่อนบนใบหน้าจนให้ลุคอ่อนหวานซึ่งตรงข้ามกับนิสัยจริงของเจ้าตัวเป็นอันมากจนมักจะโดนเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นคุณหนูผู้อ่อนต่อโลก

เธอเกลือกกลิ้งอยู่ในวิมานจนกระทั่งก่อนเวลานัดหนึ่งชั่วโมง เธอจึงได้ลุกขึ้นตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้งและออกจากบ้านไป

เมื่อถึงภัตตาคารแล้วเธอก็แจ้งชื่อแก่บริกร นั่งประจำที่และดูนาฬิกา... ก่อนเวลานัดครึ่งชั่วโมง ฟรังกาพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย เธอรู้สึกอุ่นใจที่เธอมาถึงเป็นคนแรก อย่างน้อยก็จะได้มีเวลาสำรวจนั่นนี่รอบตัว

ภัตตาคาร X ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องบริการที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังไม่ใช่ภัตตาคารอันดับหนึ่ง ข้อนี้ทำให้เธอเบาใจลงไปได้บ้าง ถือว่าฝั่งนั้นยังมีแก่ใจสงสารเธออยู่ เนื่องจากไม่มีอะไรทำจึงหยิบเมนูมาศึกษาพลาง ๆ พบว่าราคาอยู่ในเกณฑ์ที่แพงในระดับตัวเธอพอรับได้อยู่ แต่เธอไม่เคยมารับประทานที่นี่ดังนั้นจึงไม่เกิดความรู้สึกใดเป็นพิเศษนัก เธอวางเมนูลงและนั่งรอไปเรื่อย ๆ จวบจนสิบนาทีก่อนถึงเวลานัด ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมา

ฟรังกายืนขึ้นทำความเคารพ อีกฝ่ายเชิญเธอให้นั่งลง

ทีนี้ถึงเวลาที่จะต้องพิจารณาอนาคตหุ้นส่วนผู้ที่เพื่อนรักแนะนำมา เขาเป็นสุภาพบุรุษนามว่าเอซ รูปร่างสูงโปร่งตามมาตรฐานและมีใบหน้าคมคายที่สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น.... แต่ไม่ใช่กับฟรังกา เธอไม่ได้รู้สึกอะไรในแวบแรกกับคนคนนี้นัก คิดแต่เพียงว่ามื้อนี้ขออย่าให้เงินหมดกระเป๋ามากนักเท่านั้น เธอไม่ใช่คนชอบให้ใครเลี้ยง ดังนั้นมื้อนี้เธอจะจ่ายในส่วนของเธอเอง ผู้ชายคนนี้มีบุคลิกที่ดี วางตัวได้ดีพอสมควร แวบแรกที่ฟรังกาเห็นก็พอเดาได้ว่าคนผู้นี้เกิดมาในตระกูลดี ถือว่าคบไว้ก็ไม่เสียหาย น่าจะทำประโยชน์ให้แก่ตัวเธอได้แม้เล็กน้อย ฟรังกายิ้มน้อย ๆ และทักทายตามมารยาท ฝ่ายนั้นก็ยิ้มให้เธอเช่นกัน ฟรังกาประเมินจากรอยยิ้มของเขาว่าน่าจะเป็นคนมีอัธยาศัยดีผูกมิตรกับคนง่าย ฟรังกาคลายความตึงเครียดและความกดดันลง อายุของเขาไม่น่าจะเรียกว่าข้ามรุ่น คงมากกว่าเธอประมาณ 3-4 ปีเท่านั้น

“เอ่อ....” ฟรังกาเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน ถือว่าเป็นกรณีที่ค่อนข้างแปลก เหตุผลน่ะหรือ ง่ายดายนิดเดียว เธออยากรู้ว่าคนคนนี้ได้รับรู้เรื่องราวของเธอมาในระดับไหน อย่างน้อยเธอจะได้วางตัวถูก แม้ว่าเธอจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอีกฝ่ายเลยก็ตาม

เอซพยักหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงให้เธอพูด

“......” ฟรังกาเองก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดีเช่นกัน เธอสูดลมหายใจเบา ๆ เพื่อปรับอารมณ์ ฝ่ายตรงข้ามรออย่างใจเย็น

“พอดีว่าคุณ B แนะนำให้ดิฉันมาพบคุณ เขาบอกว่าเราน่าจะทำธุรกิจร่วมกันได้” บอกไปตรง ๆ เลยก็แล้วกัน ไม้กลางปล้องของเธอใช้ได้ผลเสมอ

ชายหนุ่มมีสีหน้าเข้าใจในสิ่งที่เธอจะสื่อ และเริ่มอธิบายไขข้อข้องใจให้กับเธอ

“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับยาน่ะครับ และตอนนี้กำลังต้องการคนอยู่พอดี” ฟรังกาได้ยินดังนั้นก็ตกใจ

เพราะสายงานของเธอไม่มีอะไรให้เชื่อมโยงกับบริษัทยาได้เลย เธอจบด้านมนุษยศาสตร์มา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ แม้ว่าเธอจะพูดได้ 4 ภาษา แต่ก็ไม่ได้เก่งถึงขนาดจะเป็นล่ามหรือทำงานแปลเป็นล่ำเป็นสันกระไร เธอรอให้เขาพูดต่อ

ชายหนุ่มยิ้มมุมปากคล้ายขำขันเล็กน้อย ก่อนจะเฉลย

“B บอกผมว่าคุณเก่งมากและทำได้ทุกอย่าง” ฟรังกาเข้าใจแล้ว เข้าใจถ่องแท้เลยทีเดียว B เปล่าอยากให้เธอทำธุรกิจอะไรกับเขาเลย เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น เขาอยากให้เธอเป็นเพื่อนกับคนคนนี้ต่างหาก! แต่เท่าที่เธอสังเกต อีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจะเข้าใจอย่างเดียวกับเธอ ตอนนี้เขากำลังลองภูมิเธออยู่เสียด้วยซ้ำ! ฟรังกาสับสนว่าจะเลือกความสามารถข้อไหนมาพรีเซนต์ตัวเองดี B ไม่ผิดหรอก เธอทำได้ทุกอย่างจริง ๆ นั่นล่ะ แค่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เท่านั้น และเธอจะไม่เลือกความสามารถอีกแบบมาใช้ในสถานการณ์อีกแบบให้ขายขี้หน้าตัวเองหรอก เธอพยายามคิดดี ๆ ว่างานในบริษัทมีอะไรที่เธอพอจะทำได้รวมถึงไม่เป็นการผูกมัดตัวเอง ทันใดนั้น

“ฉันเจรจาได้ค่ะ” งานเจรจาเป็นงานที่นับได้ว่าเป็นกลาง ไม่ขึ้นกับใคร อีกทั้งยังใช้ความสามารถเฉพาะทางที่ตัวเธอถนัดมากที่สุดอีกด้วย นั่นคือการพูด

กล่าวไปแล้วจะหาว่าโป้ปด ฟรังกาเป็นคนที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง เธอมีคติประจำใจที่ไม่ได้อยากให้เป็นคติประจำใจสักเท่าไรว่า ‘ตนคือที่พึ่งแห่งตน’ เนื่องจากเธออยู่ตัวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่ยังเล็ก ผ่านอุปสรรคและประสบการณ์แปลกประหลาดมากมายที่ไม่สามารถพึ่งใครได้ในวัยเด็ก ทั้งยังผลาญชีวิตวัยรุ่นแสนสุขของเธอไปจนหมด ครั้นแล้วด้านประสบการณ์ชีวิตและสายตาในการมองคนของเธอจึงเฉียบคมไม่เบา พูดกับใครใครก็เป็นต้องหลงในคารมคำสอนวาจาอันคมคายของเธอ น้อยคนนักที่ฟังคำพูดของเธอแล้วจะไม่ติดใจ

“เจรจา? คุณเป็นนักเจรจาหรือ” ชายหนุ่มทวนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ดูจากการแต่งตัวของเธอแล้วไม่น่าจะ

ฟรังกาชินกับสายตาและน้ำเสียงแบบนี้เสียแล้ว ไม่มีใครที่คุยกับเธอครั้งแรกแล้วจะไม่เกิดความประหลาดใจ ด้วยความขัดแย้งทั้งภายนอกและภายในของเธอนั่นเอง ทำให้ไม่มีใครเดาตัวเธอออก เธอรู้ว่าเขาไม่ได้จะดูถูกเธอ แต่ก็อดรู้สึกไม่พอใจขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้

“ก็ไม่เชิงค่ะ เพียงแต่มีประสบการณ์มาบ้าง” ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานรับจ๊อบเฉพาะกิจน่ะนะ เธอไม่อาจหาญเรียกตัวเองว่าเป็นนักเจรจาหรอก

Comments

Popular Posts