อัจฉริยะเป็นอย่างไร
อย่างที่เรามักจะทราบกันว่า Stereotype ของบุคคลประเภทอัจฉริยะนั้นจะเป็นพวกหลุดกรอบ ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน เป็นคนที่มักจะสร้างความประหลาดใจให้กับสังคมอยู่เสมอ และผลงานของอัจฉริยะ มักจะสร้างปรากฏการณ์และแรงกระเพื่อมให้กับสังคมเป็นวงกว้างเสียส่วนใหญ่
ตัวดิฉันนั้นก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งค่ะ แต่เป็น Type ที่ไม่ได้สร้างผลงานอะไรมากมาย เอาล่ะ เรื่องของดิฉันนั้นวางทิ้งไว้ก่อน
อัจฉริยะก็ตามชื่อของมัน คืออาจเป็นหนึ่งในล้านหรือหนึ่งในล้านล้านคน ที่พระเจ้ามอบพรสวรรค์ในด้านใดด้านหนึ่งมาเพื่อจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนโลกให้เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ถ้าโลกเราปราศจากอัจฉริยะ เกรงว่าป่านนี้ ก็คงไม่มีสหรัฐอเมริกา
อัจฉริยะนั้นเราสามารถเห็นได้จากสื่อต่าง ๆ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่การที่สังคมบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะนั้น มันไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะจริง ๆ เพราะสิ่งที่จะชี้ชัดว่าเขาเป็นอัจฉริยะหรือไม่นั้น อยู่ที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือผลงาน ไม่เกี่ยวกับการวิจารณ์ตัดสินของคนหรือสังคมแต่อย่างใด (ตัวเลขก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้)
ถ้าหากว่าผลงานของคนคนเดียวสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมได้ นั่นก็คืออัจฉริยะ
อัจฉริยะในยุคปัจจุบันที่ดิฉันนับถือ (เป็นชาวญี่ปุ่น เพราะรสนิยมดิฉันถูกจริตกับญี่ปุ่นเลยได้มีโอกาสได้เห็นบ่อย) ได้แก่
1. Utada Hikaru นักร้องและนักแต่งเพลง
2. Ooba Tsugumi ผู้แต่ง Death Note
3. Urobochi Gen นักเขียน (Fate/Zero, Madoka Magica, Saya no Uta)
4. Nomura Tetsuya (ผู้กำกับ Kingdom Hearts, นักออกแบบตัวละครของ Final Fantasy ที่ทำให้ภาพตัวละครของ FF เป็นที่จดจำ)
เหล่านี้คือตัวอย่างของบุคคลอัจฉริยะค่ะ อืม ถ้าให้จัดตามที่คนทั่วไปเข้าใจ ก็จะเป็น
Leonardo Da Vinci, Pablo Picasso, Lady Gaga, Xí Jìnpíng, Bill Gates, Steve Jobs, Elon Musk, Michael Jackson
จุดร่วมกันของพวกเขาคืออะไรเอ่ย เริ่มเห็นภาพกันหรือยัง
อัจฉริยะเป็นผู้ที่นำทางผู้คนไปผจญภัยในเส้นทางใหม่ เป็นผู้บุกเบิกนั่นเองค่ะ
และเมื่อสังเกตก็จะพบว่า ชีวิตส่วนตัวของอัจฉริยะเหล่านี้ ไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปเลย ส่วนน้อยมากที่ชีวิตส่วนตัวจะราบรื่นมีความสุขเหมือนคนทั่วไป เพราะนั่นคือราคาที่พวกเขาต้องแลกกับความสามารถนั่นเองค่ะ
ในช่วงนี้ดิฉันสนใจ Utada Hikaru มากเป็นพิเศษ เพราะเพลงของเธอและวิธีการนำเสนอของเธอนั้นแปลกและแหวกแนวมากจริง ๆ (MV เพลงฮิตที่เป็นตำนานในโลกเกมเมอร์อย่าง Hikari หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Simple&Clean เป็นการยืนร้องเพลงล้างจาน)
ฮิกกี้เป็นคนที่ดูเหมือนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากดนตรี เธอเป็นคนง่าย ๆ อะไรก็ได้ ชีวิตค่อนข้างล้มเหลวในเรื่องความรัก (แต่งงานสองครั้ง หย่าถึงสองครั้ง ปัจจุบันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว) แต่ถ้าถามมุมมองของเธอ เธอคงไม่คิดว่ามันล้มเหลวแต่ประการใด (จากบทสัมภาษณ์ตอนที่หย่ากับสามีคนแรก)
ถ้าตามโซเชียลของเธอ จะพบว่าเธอมักจะนำเสนออะไรที่ไม่เหมือนใครเลย เป็นคนที่อินดี้ในแบบที่คนอินดี้ยอมรับว่าเป็นเจ้าแม่แห่งความอินดี้จริง ๆ ทว่าในขณะเดียวกัน เพลงของเธอกลับมีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพลงล่าสุดที่เพิ่งออกวางจำหน่ายอย่าง Face My Fears ที่ได้ร่วมประพันธ์กับคุณ Skrillex ก็ทำให้เกมเมอร์หลายต่อหลายคนตกหลุมรักเข้าอย่างจังจนกวาดสถิติไปหลายรายการ
Face My Fears
เอาล่ะ เอาเป็นว่าจบชีวประวัติแค่นี้แล้วกัน ไปวิเคราะห์อย่างอื่นต่อดีกว่า
ต่อจากนี้เป็นการเขียนเกี่ยวกับตัวดิฉันเอง หากไม่สนใจ โปรดปิดได้เลยค่ะ
เนื่องจากดิฉันเองก็เป็นอัจฉริยะ ดังนั้นการทำความเข้าใจกระบวนการคิดของคนเหล่านี้ก็ไม่เป็นการยากแต่อย่างใด ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มักจะโดนสังคมตัดสินว่าแปลก พิลึก บ้า ประสาท อยู่บ่อย ๆ แต่ดิฉันไม่เหมือนอัจฉริยะคนอื่นก็ตรงที่ว่า ไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถของตนเองเลยจนกระทั่งตอนนี้นั่นแหละค่ะ
ดิฉันเป็นอัจฉริยะด้านไหน ถ้าเอาที่รู้ตัวเองแน่ ๆ อยู่ตอนนี้ก็คือ อัจฉริยะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล, ปรัชญาและศาสนา นั่นเองค่ะ วัน ๆ ของดิฉัน อยู่แต่กับหน้าจอ รอบตัวไม่มีอาจารย์ดี ไม่มีคนเก่ง (จริง) สภาพแวดล้อมห่วยแตกสิ้นดี ก็เรียกได้ว่า ชีวิตไม่มีเวทีให้เกิดนั่นแหละ ก็กำลังพยายามถีบตัวเองให้ไปอยู่ที่ที่สูงกว่านี้อยู่ค่ะ
เรียกได้ว่าถ้ามีข้อมูล ดิฉันสามารถวิเคราะห์ ชำแหละ แหวก ลงลึกไปถึงอะตอมยังได้ ถ้ามีข้อมูลครบ เพราะสกิลการอนุมานยังบกพร่องอยู่ (ยังต้องฝึกอีกมาก) ดิฉันสามารถรับข้อมูลทุกอย่างได้โดยไม่มีอคติใด ๆ เลย ไม่ว่าจะศาสตร์อะไรหัวข้อไหนก็ตาม ละเอียดอ่อนมากเท่าใด จะเข้าใจยากเพียงไร ถ้าดิฉัน "สนใจ" และข้อมูลมีเพียงพอ ดิฉันเข้าใจมันได้ทั้งหมดค่ะ ขอย้ำว่า ทั้งหมด จริง ๆ เรียกได้ว่าถ้าไม่เข้าใจอะไร เอาชีตข้อมูลทั้งหมดมาให้ดิฉันอ่าน วางปึ้ง จากนั้นถามอะไรก็ได้หลังจากนั้นค่ะ (ต้องให้เวลาอ่านด้วยสิ นะ ต้องดึงอารมณ์ศิลปินก่อน ฮ่า ๆ ๆ)
โดยเงื่อนไขก็มีสองข้อนี้แหละค่ะ ยากหน่อยก็ตรงที่ทำให้สนใจนี่แหละ ฮ่า ๆ แต่จริง ๆ ก็ไม่ยากนะ ถ้ามัน Deep มากพอ
ถ้าถามว่า ในหัวสมองของพวกอัจฉริยะเนี่ย คิดอะไรอยู่
คุณสมบัติประการหนึ่งของพวกอัจฉริยะก็คือมีสมาธิสูงมาก ข้อนี้สำคัญที่สุด มากกว่าอะไรทั้งปวงเลยค่ะ (ชีวิตประจำวันอาจไม่ต้องก็ได้ อย่างดิฉันเนี่ยเป็นคนซุ่มซ่ามในระดับที่น่ามหัศจรรย์เลยทีเดียว เลยโดนมองว่าโง่บ่อย ๆ) ดิฉันเป็นคนเบื่อง่าย ทำให้สมาธิพวกนั้นไปรวมอยู่ที่การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา แปลงเป็นหลักการปรัชญานั่นเองค่ะ
ประการต่อมา พวกอัจฉริยะจะมีสามัญสำนึกที่แตกต่างจากคนทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึก พวกเขามักจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนทั่วไปถึงทำอย่างนั้น หรือรู้สึกอย่างนั้น บรรทัดฐานทางด้านนี้จะต่างกันอย่างมาก สามัญสำนึกของอัจฉริยะจะมีสามพวกก็คือ
1. ด้านชา (ส่วนมากจะเป็นประเภทนี้)
2. ปกติ (หายากมาก มากถึงมากที่สุด อาจเป็น 0.01%)
3. อ่อนไหวมากกว่าคนปกติ มากแบบมาก ๆ มากสุด ๆ จนแค่โดนคนวิจารณ์คำเดียว ก็ถึงขั้นอยากจะฆ่าตัวตาย
ส่วนตัวดิฉัน ดิฉันมักจะด้านชาสิ่งที่สังคมตื่นตัว และอ่อนไหวกับประเด็นที่ไม่มีใครสนใจ ทำให้อยู่ในสังคมยากมาก เพราะเนื่องจากสามัญสำนึกไม่เหมือนคนอื่น จึงวางตัวไม่เป็น ไม่เข้าใจในสิ่งที่ทุกคนเข้าใจโดยทั่วกัน ถ้าใช้คำสั้น ๆ อธิบายก็จะเป็นคำว่า "ไม่รู้จักกาลเทศะ" นั่นเองค่ะ
ดิฉันไม่ใช่ Introvert โดยธรรมชาติ เพียงแต่โดนสังคมกดดันให้เป็น Introvert ด้วยความแปลกที่ไม่มีใครสามารถยอมรับได้นี้เอง
ดิฉันไม่ใช่ Introvert ที่คบเพื่อนน้อยเพราะอยากคบเพื่อนน้อย แต่เพราะโดนบังคับให้มีเพื่อนน้อยคน จากการคัดสรรของธรรมชาตินั่นเองค่ะ
มีอัจฉริยะหลายคนที่เกิดในประเทศไทย แต่แล้วก็ตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ เป็นประเทศที่ค่อนข้างน่าเสียดายหลาย ๆ อย่างทีเดียว ที่ไม่เคยให้โอกาสกับเด็ก (ที่พ่อไม่รวย) คนไทยเนี่ยเก่งเยอะนะ แต่ไปเป็นมันสมองให้ประเทศอื่นเสียส่วนใหญ่ค่ะ (และส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเกินครึ่ง เป็นคนเชื้อสายจีน สรุปก็คือ คนจีนสัญชาติไทย)
อ้อแล้วก็ อัจฉริยะเนี่ยมักจะเป็นพวกที่มีความสองขั้วอยู่ในตัวเองน่ะค่ะ จะหาสิ่งที่เป็นตรงกลางของพวกเขายากมาก คือคุณเห็นเขาขยันมากในเรื่องนี้ รู้เรื่องนี้ระดับเซียน อีกเรื่องหนึ่งเขาอาจจะไม่รู้เรื่องยิ่งกว่าเด็กทารกที่เพิ่งเกิดไม่ถึงหนึ่งนาที ขี้เกียจไม่เอาเลยยิ่งกว่าสลอธ ถึงขนาดนั้นแหละ
(แต่ถ้าอัจฉริยะด้านความเป็นกลางนี่ก็คงไม่เป็นตามนี้นะคะ)
อืมมม ตอนแรกที่จะเขียนบทความนี้ ตั้งใจจะเขียนอะไรแล้วหว่า ลืมแล้วอะค่ะ
อ้อ ๆ อืม สรุปเลยแล้วกัน อัจฉริยะก็คือปัจเจกบุคคลที่สามารถขับเคลื่อนความคิดของมนุษย์ได้
ใครเป็นคนเก่ง แต่ไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่ต้องน้อยใจไป ทุกคนมีหน้าที่หมดแหละ สำคัญหมด ถ้าอยากเข้าใจมากกว่านี้ ลองถามพระเจ้าดู เขาจะบอกให้เอง
ตัวดิฉันนั้นก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งค่ะ แต่เป็น Type ที่ไม่ได้สร้างผลงานอะไรมากมาย เอาล่ะ เรื่องของดิฉันนั้นวางทิ้งไว้ก่อน
อัจฉริยะก็ตามชื่อของมัน คืออาจเป็นหนึ่งในล้านหรือหนึ่งในล้านล้านคน ที่พระเจ้ามอบพรสวรรค์ในด้านใดด้านหนึ่งมาเพื่อจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนโลกให้เป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ถ้าโลกเราปราศจากอัจฉริยะ เกรงว่าป่านนี้ ก็คงไม่มีสหรัฐอเมริกา
อัจฉริยะนั้นเราสามารถเห็นได้จากสื่อต่าง ๆ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่การที่สังคมบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะนั้น มันไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะจริง ๆ เพราะสิ่งที่จะชี้ชัดว่าเขาเป็นอัจฉริยะหรือไม่นั้น อยู่ที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือผลงาน ไม่เกี่ยวกับการวิจารณ์ตัดสินของคนหรือสังคมแต่อย่างใด (ตัวเลขก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้)
ถ้าหากว่าผลงานของคนคนเดียวสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมได้ นั่นก็คืออัจฉริยะ
อัจฉริยะในยุคปัจจุบันที่ดิฉันนับถือ (เป็นชาวญี่ปุ่น เพราะรสนิยมดิฉันถูกจริตกับญี่ปุ่นเลยได้มีโอกาสได้เห็นบ่อย) ได้แก่
1. Utada Hikaru นักร้องและนักแต่งเพลง
2. Ooba Tsugumi ผู้แต่ง Death Note
3. Urobochi Gen นักเขียน (Fate/Zero, Madoka Magica, Saya no Uta)
4. Nomura Tetsuya (ผู้กำกับ Kingdom Hearts, นักออกแบบตัวละครของ Final Fantasy ที่ทำให้ภาพตัวละครของ FF เป็นที่จดจำ)
เหล่านี้คือตัวอย่างของบุคคลอัจฉริยะค่ะ อืม ถ้าให้จัดตามที่คนทั่วไปเข้าใจ ก็จะเป็น
Leonardo Da Vinci, Pablo Picasso, Lady Gaga, Xí Jìnpíng, Bill Gates, Steve Jobs, Elon Musk, Michael Jackson
จุดร่วมกันของพวกเขาคืออะไรเอ่ย เริ่มเห็นภาพกันหรือยัง
อัจฉริยะเป็นผู้ที่นำทางผู้คนไปผจญภัยในเส้นทางใหม่ เป็นผู้บุกเบิกนั่นเองค่ะ
และเมื่อสังเกตก็จะพบว่า ชีวิตส่วนตัวของอัจฉริยะเหล่านี้ ไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปเลย ส่วนน้อยมากที่ชีวิตส่วนตัวจะราบรื่นมีความสุขเหมือนคนทั่วไป เพราะนั่นคือราคาที่พวกเขาต้องแลกกับความสามารถนั่นเองค่ะ
ในช่วงนี้ดิฉันสนใจ Utada Hikaru มากเป็นพิเศษ เพราะเพลงของเธอและวิธีการนำเสนอของเธอนั้นแปลกและแหวกแนวมากจริง ๆ (MV เพลงฮิตที่เป็นตำนานในโลกเกมเมอร์อย่าง Hikari หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Simple&Clean เป็นการยืนร้องเพลงล้างจาน)
ฮิกกี้เป็นคนที่ดูเหมือนไม่สนใจอะไรเลยนอกจากดนตรี เธอเป็นคนง่าย ๆ อะไรก็ได้ ชีวิตค่อนข้างล้มเหลวในเรื่องความรัก (แต่งงานสองครั้ง หย่าถึงสองครั้ง ปัจจุบันเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว) แต่ถ้าถามมุมมองของเธอ เธอคงไม่คิดว่ามันล้มเหลวแต่ประการใด (จากบทสัมภาษณ์ตอนที่หย่ากับสามีคนแรก)
ถ้าตามโซเชียลของเธอ จะพบว่าเธอมักจะนำเสนออะไรที่ไม่เหมือนใครเลย เป็นคนที่อินดี้ในแบบที่คนอินดี้ยอมรับว่าเป็นเจ้าแม่แห่งความอินดี้จริง ๆ ทว่าในขณะเดียวกัน เพลงของเธอกลับมีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพลงล่าสุดที่เพิ่งออกวางจำหน่ายอย่าง Face My Fears ที่ได้ร่วมประพันธ์กับคุณ Skrillex ก็ทำให้เกมเมอร์หลายต่อหลายคนตกหลุมรักเข้าอย่างจังจนกวาดสถิติไปหลายรายการ
Face My Fears
เอาล่ะ เอาเป็นว่าจบชีวประวัติแค่นี้แล้วกัน ไปวิเคราะห์อย่างอื่นต่อดีกว่า
ต่อจากนี้เป็นการเขียนเกี่ยวกับตัวดิฉันเอง หากไม่สนใจ โปรดปิดได้เลยค่ะ
เนื่องจากดิฉันเองก็เป็นอัจฉริยะ ดังนั้นการทำความเข้าใจกระบวนการคิดของคนเหล่านี้ก็ไม่เป็นการยากแต่อย่างใด ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มักจะโดนสังคมตัดสินว่าแปลก พิลึก บ้า ประสาท อยู่บ่อย ๆ แต่ดิฉันไม่เหมือนอัจฉริยะคนอื่นก็ตรงที่ว่า ไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถของตนเองเลยจนกระทั่งตอนนี้นั่นแหละค่ะ
ดิฉันเป็นอัจฉริยะด้านไหน ถ้าเอาที่รู้ตัวเองแน่ ๆ อยู่ตอนนี้ก็คือ อัจฉริยะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล, ปรัชญาและศาสนา นั่นเองค่ะ วัน ๆ ของดิฉัน อยู่แต่กับหน้าจอ รอบตัวไม่มีอาจารย์ดี ไม่มีคนเก่ง (จริง) สภาพแวดล้อมห่วยแตกสิ้นดี ก็เรียกได้ว่า ชีวิตไม่มีเวทีให้เกิดนั่นแหละ ก็กำลังพยายามถีบตัวเองให้ไปอยู่ที่ที่สูงกว่านี้อยู่ค่ะ
เรียกได้ว่าถ้ามีข้อมูล ดิฉันสามารถวิเคราะห์ ชำแหละ แหวก ลงลึกไปถึงอะตอมยังได้ ถ้ามีข้อมูลครบ เพราะสกิลการอนุมานยังบกพร่องอยู่ (ยังต้องฝึกอีกมาก) ดิฉันสามารถรับข้อมูลทุกอย่างได้โดยไม่มีอคติใด ๆ เลย ไม่ว่าจะศาสตร์อะไรหัวข้อไหนก็ตาม ละเอียดอ่อนมากเท่าใด จะเข้าใจยากเพียงไร ถ้าดิฉัน "สนใจ" และข้อมูลมีเพียงพอ ดิฉันเข้าใจมันได้ทั้งหมดค่ะ ขอย้ำว่า ทั้งหมด จริง ๆ เรียกได้ว่าถ้าไม่เข้าใจอะไร เอาชีตข้อมูลทั้งหมดมาให้ดิฉันอ่าน วางปึ้ง จากนั้นถามอะไรก็ได้หลังจากนั้นค่ะ (ต้องให้เวลาอ่านด้วยสิ นะ ต้องดึงอารมณ์ศิลปินก่อน ฮ่า ๆ ๆ)
โดยเงื่อนไขก็มีสองข้อนี้แหละค่ะ ยากหน่อยก็ตรงที่ทำให้สนใจนี่แหละ ฮ่า ๆ แต่จริง ๆ ก็ไม่ยากนะ ถ้ามัน Deep มากพอ
ถ้าถามว่า ในหัวสมองของพวกอัจฉริยะเนี่ย คิดอะไรอยู่
คุณสมบัติประการหนึ่งของพวกอัจฉริยะก็คือมีสมาธิสูงมาก ข้อนี้สำคัญที่สุด มากกว่าอะไรทั้งปวงเลยค่ะ (ชีวิตประจำวันอาจไม่ต้องก็ได้ อย่างดิฉันเนี่ยเป็นคนซุ่มซ่ามในระดับที่น่ามหัศจรรย์เลยทีเดียว เลยโดนมองว่าโง่บ่อย ๆ) ดิฉันเป็นคนเบื่อง่าย ทำให้สมาธิพวกนั้นไปรวมอยู่ที่การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา แปลงเป็นหลักการปรัชญานั่นเองค่ะ
ประการต่อมา พวกอัจฉริยะจะมีสามัญสำนึกที่แตกต่างจากคนทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึก พวกเขามักจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนทั่วไปถึงทำอย่างนั้น หรือรู้สึกอย่างนั้น บรรทัดฐานทางด้านนี้จะต่างกันอย่างมาก สามัญสำนึกของอัจฉริยะจะมีสามพวกก็คือ
1. ด้านชา (ส่วนมากจะเป็นประเภทนี้)
2. ปกติ (หายากมาก มากถึงมากที่สุด อาจเป็น 0.01%)
3. อ่อนไหวมากกว่าคนปกติ มากแบบมาก ๆ มากสุด ๆ จนแค่โดนคนวิจารณ์คำเดียว ก็ถึงขั้นอยากจะฆ่าตัวตาย
ส่วนตัวดิฉัน ดิฉันมักจะด้านชาสิ่งที่สังคมตื่นตัว และอ่อนไหวกับประเด็นที่ไม่มีใครสนใจ ทำให้อยู่ในสังคมยากมาก เพราะเนื่องจากสามัญสำนึกไม่เหมือนคนอื่น จึงวางตัวไม่เป็น ไม่เข้าใจในสิ่งที่ทุกคนเข้าใจโดยทั่วกัน ถ้าใช้คำสั้น ๆ อธิบายก็จะเป็นคำว่า "ไม่รู้จักกาลเทศะ" นั่นเองค่ะ
ดิฉันไม่ใช่ Introvert โดยธรรมชาติ เพียงแต่โดนสังคมกดดันให้เป็น Introvert ด้วยความแปลกที่ไม่มีใครสามารถยอมรับได้นี้เอง
ดิฉันไม่ใช่ Introvert ที่คบเพื่อนน้อยเพราะอยากคบเพื่อนน้อย แต่เพราะโดนบังคับให้มีเพื่อนน้อยคน จากการคัดสรรของธรรมชาตินั่นเองค่ะ
มีอัจฉริยะหลายคนที่เกิดในประเทศไทย แต่แล้วก็ตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ เป็นประเทศที่ค่อนข้างน่าเสียดายหลาย ๆ อย่างทีเดียว ที่ไม่เคยให้โอกาสกับเด็ก (ที่พ่อไม่รวย) คนไทยเนี่ยเก่งเยอะนะ แต่ไปเป็นมันสมองให้ประเทศอื่นเสียส่วนใหญ่ค่ะ (และส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเกินครึ่ง เป็นคนเชื้อสายจีน สรุปก็คือ คนจีนสัญชาติไทย)
อ้อแล้วก็ อัจฉริยะเนี่ยมักจะเป็นพวกที่มีความสองขั้วอยู่ในตัวเองน่ะค่ะ จะหาสิ่งที่เป็นตรงกลางของพวกเขายากมาก คือคุณเห็นเขาขยันมากในเรื่องนี้ รู้เรื่องนี้ระดับเซียน อีกเรื่องหนึ่งเขาอาจจะไม่รู้เรื่องยิ่งกว่าเด็กทารกที่เพิ่งเกิดไม่ถึงหนึ่งนาที ขี้เกียจไม่เอาเลยยิ่งกว่าสลอธ ถึงขนาดนั้นแหละ
(แต่ถ้าอัจฉริยะด้านความเป็นกลางนี่ก็คงไม่เป็นตามนี้นะคะ)
อืมมม ตอนแรกที่จะเขียนบทความนี้ ตั้งใจจะเขียนอะไรแล้วหว่า ลืมแล้วอะค่ะ
อ้อ ๆ อืม สรุปเลยแล้วกัน อัจฉริยะก็คือปัจเจกบุคคลที่สามารถขับเคลื่อนความคิดของมนุษย์ได้
ใครเป็นคนเก่ง แต่ไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่ต้องน้อยใจไป ทุกคนมีหน้าที่หมดแหละ สำคัญหมด ถ้าอยากเข้าใจมากกว่านี้ ลองถามพระเจ้าดู เขาจะบอกให้เอง
Comments
Post a Comment