สายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับพระผู้สร้าง
หลาย ๆ ครั้ง ที่เรารู้สึกได้ว่า พระเจ้ากำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเรา
สายตาเหนื่อยล้าของพระเจ้า ที่บ่งบอกว่า แกเองก็อยากจะให้รางวัลเราให้เร็วกว่านี้ แต่แกย่อมทำสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เป็นเพื่อเรานั่นแหละ สุดท้าย คนที่รักเรามากกว่าตัวเราเอง ก็คือพระเจ้า
แกจะไม่ยอมให้รอยยิ้มของเรา เป็นรอยยิ้มจอมปลอมที่มีแต่เปลือก ดังนั้นแกจึงให้เราเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง เข้าใจความทรมานอย่างถึงแก่นเสียก่อน แกถึงจะอนุญาตให้เรายิ้มได้
เราไม่เคยเคียดแค้นพระเจ้า เพียงแต่ทุกครั้งที่เราเจอเรื่องที่เจ็บปวด เราก็รู้สึกเสียใจ ตัดพ้อ ว่าพระองค์ไม่รักข้าพเจ้าหรือไร ไฉนพระองค์จึงทดสอบข้าพเจ้าด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ได้แทบทุกวัน แทบทุกครั้ง สภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เล่าใครไป ใครก็ไม่เข้าใจ เก็บไว้ในอก ก็แทบจะเป็นบ้าตาย เราถามพระองค์ทุกวัน ถามคนรอบข้างทุกวัน ว่าจริง ๆ แล้วพระองค์ไม่ได้รักเราใช่ไหม? พระองค์ไม่เคยรักเราเลยใช่ไหม?
และคำตอบทุกครั้งก็คือ พระองค์รักเรามากกว่าที่เราเข้าใจ มากกว่าที่ใครจะเข้าใจ มากกว่าที่มนุษย์คนไหนจะสามารถเข้าใจ มากกว่าที่ปัญญาของทุกสิ่งจะกล้ำกรายไปถึง
เราเคยขอกับแกมาเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ว่าเรายอมรับบททดสอบที่เจ็บแสบทุกประการบนโลกใบนี้ เพื่อแลกกับการไม่ทรมานและหลุดพ้นในโลกหน้า
เราสมัยเด็กก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม ที่มองขาดทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง ถึงแม้อารมณ์เราจะไม่เคยมั่นคง แต่กลับกัน ตรรกะของเรามันก็ไม่เคยเบี้ยวมาก่อนเลยเช่นกัน
เราสมัยเด็กไม่รู้หรอก ไม่เข้าใจหรอก ว่าความโหดร้ายคืออะไร ก็ขอไปอย่างนั้น แค่ไม่รู้ว่าความเจ็บปวดมันคืออะไร แค่ฟังผู้ใหญ่เขาสอนมา ว่าความเจ็บปวดบนโลกนี้ เทียบกับโลกหน้าแล้วมันช่างเล็กเท่าฝุ่นผง เราเป็นคนเห็นแก่ตัว ฉะนั้นเราจึงขอเลือกบนโลกนี้ดีกว่า
พระเจ้าก็เตือนสติเรา ให้รางวัลเรา กระซิบบอกเราตลอดว่าเราเป็นใคร เราแค่ต้องทนนิดเดียว ทนอีกนิดเดียว ทุกวันนี้ พระเจ้าแกก็บอกใบ้ทีละนิดให้เราทุกวัน ว่าอนาคตเราจะได้ไปอยู่สังคมแบบไหน เราแค่ต้องพยายาม และทน ต่อสู้ไปนิดเดียว พยายามนิดเดียวก็พอ ไม่ต้องมากอะไรหรอก....
เราเป็น Natural Genius ที่เกิดในครอบครัวกลาง ๆ ค่อนไปทางจน ไม่ได้อดอยาก แต่ก็ไม่ได้เหลือกินเหลือใช้ พระเจ้าก็มอบโอกาสให้เราได้นั่งเก้าอี้ติดเพชรบ้าง แกก็ปลอบใจเรา ให้รางวัลในสิ่งที่เราชอบเรื่อย ๆ ในเมื่อเราชอบความหรูหรา เรารักความเป็นเซเลบ แกสอนให้เราอดทน และแกก็สอนให้เรารู้จักคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น แกก็ส่งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราปรารถนามาให้อยู่ในมือเรา บางครั้งแกก็ส่งมาเพื่อสอนว่า ของหรูหราเหล่านั้น มันก็ไม่ได้มีประโยชน์เหลือใช้อะไรมากมายนักหรอก แต่ในเมื่อเธอชอบ ก็เอาไปเถอะ
กว่าเราจะได้ของพวกนั้นสักชิ้น กว่าเราจะได้เข้าร่วมอีเวนต์เซเลบสักครั้ง กว่าเราจะได้ไปยืนอยู่สถานที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจได้สักครั้ง เราต้องแลกกับความยากลำบากมากมาย
เพราะเราไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด สิ่งเหล่านี้พระเจ้าให้เราได้รับ เพราะความเมตตาของพระองค์นั่นเอง
เราคิดแล้วก็อยากจะร้องไห้นะ เพราะทุกคนก็ขอพรให้เรา และเราก็ขอพรให้ตัวเอง ด้วยพลังแห่งการอธิษฐานของทุกคน เราถึงได้รับโอกาสในสิ่งที่เราต้องการจากใจจริง
เราจึงไม่เคยเสียดาย และไม่เคยลังเลที่จะบริจาคเลย
หากเราสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง เราก็จะทำ หากเรามีเงินหนึ่งร้อย เราก็จะบริจาคสามสิบ
เราก็เป็นคนเช่นนี้นี่แหละ นี่คือเหตุผลว่าทำไม พระเจ้าถึงรักเรานักหนา พระเจ้ารัก และพระเจ้าก็ทดสอบอย่างหนักหน่วง ไม่มีอะไรเลย ที่เราได้มาด้วยความสะดวกสบาย ทุกสิ่งต้องแลกมาด้วยหยาดน้ำตา
เราแค่เปรียบเทียบตัวเองกับพี่น้อง ชีวิตก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้ว ทั้ง ๆ ที่เกิดในบ้านเดียวกันแท้ ๆ
มันค่อนข้างอึดอัดนะ อีเวนต์เซเลบ พระเจ้าแกเลยส่งมาทีละนิดไง เราจะได้ไม่เครียดจนเกลียดมันไปซะก่อน แต่เราก็ยังรักมันอยู่ดี เพราะมันสวยงาม
ไม่น่าเชื่อเลย อย่างกะอยู่คนละมิติกับตอนอยู่ไทย
วันไหนรู้สึกเคว้ง ๆ เหงา ๆ
มันไม่มีอะไรบนโลกนี้เลย ไม่ว่าจะวัตถุหรือผู้คน ที่สามารถรับประกันจิตใจและความเป็นสุขของเราได้
นึกถึงศาสนา นีกถึงพระเจ้า นึกถึงความน่ารักของท่านศาสนทูตและความอ่อนโยนของพระเจ้า มันก็รู้สึกดีขึ้น
การชำระล้างจิตใจที่ไม่ต้องการพิธีอะไร ไม่ต้องการความซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น และเป็นความสบายใจที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ นั่นคือหัวใจหลักของศาสนาค่ะ
จริง ๆ นะ ถ้าเป็นคนธรรมะธรรมโม มันจะมีความสุขแบบจริง ๆ อะ
ขนาดเรายังตัดกิเลสไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่งในหัวใจก็มีพระเจ้าอยู่ตลอด มันเลยไม่รู้สึกอยากถอย อยากหยุด อยากหันหลังกลับเลย
สายตาเหนื่อยล้าของพระเจ้า ที่บ่งบอกว่า แกเองก็อยากจะให้รางวัลเราให้เร็วกว่านี้ แต่แกย่อมทำสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เป็นเพื่อเรานั่นแหละ สุดท้าย คนที่รักเรามากกว่าตัวเราเอง ก็คือพระเจ้า
แกจะไม่ยอมให้รอยยิ้มของเรา เป็นรอยยิ้มจอมปลอมที่มีแต่เปลือก ดังนั้นแกจึงให้เราเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง เข้าใจความทรมานอย่างถึงแก่นเสียก่อน แกถึงจะอนุญาตให้เรายิ้มได้
เราไม่เคยเคียดแค้นพระเจ้า เพียงแต่ทุกครั้งที่เราเจอเรื่องที่เจ็บปวด เราก็รู้สึกเสียใจ ตัดพ้อ ว่าพระองค์ไม่รักข้าพเจ้าหรือไร ไฉนพระองค์จึงทดสอบข้าพเจ้าด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ได้แทบทุกวัน แทบทุกครั้ง สภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เล่าใครไป ใครก็ไม่เข้าใจ เก็บไว้ในอก ก็แทบจะเป็นบ้าตาย เราถามพระองค์ทุกวัน ถามคนรอบข้างทุกวัน ว่าจริง ๆ แล้วพระองค์ไม่ได้รักเราใช่ไหม? พระองค์ไม่เคยรักเราเลยใช่ไหม?
และคำตอบทุกครั้งก็คือ พระองค์รักเรามากกว่าที่เราเข้าใจ มากกว่าที่ใครจะเข้าใจ มากกว่าที่มนุษย์คนไหนจะสามารถเข้าใจ มากกว่าที่ปัญญาของทุกสิ่งจะกล้ำกรายไปถึง
เราเคยขอกับแกมาเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ว่าเรายอมรับบททดสอบที่เจ็บแสบทุกประการบนโลกใบนี้ เพื่อแลกกับการไม่ทรมานและหลุดพ้นในโลกหน้า
เราสมัยเด็กก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม ที่มองขาดทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง ถึงแม้อารมณ์เราจะไม่เคยมั่นคง แต่กลับกัน ตรรกะของเรามันก็ไม่เคยเบี้ยวมาก่อนเลยเช่นกัน
เราสมัยเด็กไม่รู้หรอก ไม่เข้าใจหรอก ว่าความโหดร้ายคืออะไร ก็ขอไปอย่างนั้น แค่ไม่รู้ว่าความเจ็บปวดมันคืออะไร แค่ฟังผู้ใหญ่เขาสอนมา ว่าความเจ็บปวดบนโลกนี้ เทียบกับโลกหน้าแล้วมันช่างเล็กเท่าฝุ่นผง เราเป็นคนเห็นแก่ตัว ฉะนั้นเราจึงขอเลือกบนโลกนี้ดีกว่า
พระเจ้าก็เตือนสติเรา ให้รางวัลเรา กระซิบบอกเราตลอดว่าเราเป็นใคร เราแค่ต้องทนนิดเดียว ทนอีกนิดเดียว ทุกวันนี้ พระเจ้าแกก็บอกใบ้ทีละนิดให้เราทุกวัน ว่าอนาคตเราจะได้ไปอยู่สังคมแบบไหน เราแค่ต้องพยายาม และทน ต่อสู้ไปนิดเดียว พยายามนิดเดียวก็พอ ไม่ต้องมากอะไรหรอก....
เราเป็น Natural Genius ที่เกิดในครอบครัวกลาง ๆ ค่อนไปทางจน ไม่ได้อดอยาก แต่ก็ไม่ได้เหลือกินเหลือใช้ พระเจ้าก็มอบโอกาสให้เราได้นั่งเก้าอี้ติดเพชรบ้าง แกก็ปลอบใจเรา ให้รางวัลในสิ่งที่เราชอบเรื่อย ๆ ในเมื่อเราชอบความหรูหรา เรารักความเป็นเซเลบ แกสอนให้เราอดทน และแกก็สอนให้เรารู้จักคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น แกก็ส่งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราปรารถนามาให้อยู่ในมือเรา บางครั้งแกก็ส่งมาเพื่อสอนว่า ของหรูหราเหล่านั้น มันก็ไม่ได้มีประโยชน์เหลือใช้อะไรมากมายนักหรอก แต่ในเมื่อเธอชอบ ก็เอาไปเถอะ
กว่าเราจะได้ของพวกนั้นสักชิ้น กว่าเราจะได้เข้าร่วมอีเวนต์เซเลบสักครั้ง กว่าเราจะได้ไปยืนอยู่สถานที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจได้สักครั้ง เราต้องแลกกับความยากลำบากมากมาย
เพราะเราไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด สิ่งเหล่านี้พระเจ้าให้เราได้รับ เพราะความเมตตาของพระองค์นั่นเอง
เราคิดแล้วก็อยากจะร้องไห้นะ เพราะทุกคนก็ขอพรให้เรา และเราก็ขอพรให้ตัวเอง ด้วยพลังแห่งการอธิษฐานของทุกคน เราถึงได้รับโอกาสในสิ่งที่เราต้องการจากใจจริง
เราจึงไม่เคยเสียดาย และไม่เคยลังเลที่จะบริจาคเลย
หากเราสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง เราก็จะทำ หากเรามีเงินหนึ่งร้อย เราก็จะบริจาคสามสิบ
เราก็เป็นคนเช่นนี้นี่แหละ นี่คือเหตุผลว่าทำไม พระเจ้าถึงรักเรานักหนา พระเจ้ารัก และพระเจ้าก็ทดสอบอย่างหนักหน่วง ไม่มีอะไรเลย ที่เราได้มาด้วยความสะดวกสบาย ทุกสิ่งต้องแลกมาด้วยหยาดน้ำตา
เราแค่เปรียบเทียบตัวเองกับพี่น้อง ชีวิตก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้ว ทั้ง ๆ ที่เกิดในบ้านเดียวกันแท้ ๆ
มันค่อนข้างอึดอัดนะ อีเวนต์เซเลบ พระเจ้าแกเลยส่งมาทีละนิดไง เราจะได้ไม่เครียดจนเกลียดมันไปซะก่อน แต่เราก็ยังรักมันอยู่ดี เพราะมันสวยงาม
ไม่น่าเชื่อเลย อย่างกะอยู่คนละมิติกับตอนอยู่ไทย
วันไหนรู้สึกเคว้ง ๆ เหงา ๆ
มันไม่มีอะไรบนโลกนี้เลย ไม่ว่าจะวัตถุหรือผู้คน ที่สามารถรับประกันจิตใจและความเป็นสุขของเราได้
นึกถึงศาสนา นีกถึงพระเจ้า นึกถึงความน่ารักของท่านศาสนทูตและความอ่อนโยนของพระเจ้า มันก็รู้สึกดีขึ้น
การชำระล้างจิตใจที่ไม่ต้องการพิธีอะไร ไม่ต้องการความซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น และเป็นความสบายใจที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ นั่นคือหัวใจหลักของศาสนาค่ะ
จริง ๆ นะ ถ้าเป็นคนธรรมะธรรมโม มันจะมีความสุขแบบจริง ๆ อะ
ขนาดเรายังตัดกิเลสไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่งในหัวใจก็มีพระเจ้าอยู่ตลอด มันเลยไม่รู้สึกอยากถอย อยากหยุด อยากหันหลังกลับเลย
Comments
Post a Comment