The Fake Gentleman's Masquerade











ภายใต้หน้ากากผีเสื้อแสนงดงามนั้นคือใคร
จะเป็นเธอ หรือว่าผู้ใดกัน....














       “เป็นไปตามแผน!” ฉันร้องลั่นในใจด้วยความปีติยินดี เมื่อเห็นประกาศผลการสอบของนักเรียนเข้าใหม่โรงเรียนเอกชนหญิงล้วนชื่อดังในประเทศ แน่นอนล่ะเมื่อฉันดีใจขนาดนั้น ผลมันก็ต้องเป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว หึ ๆ ด้วยหน้าตาที่สะสวยงดงามของฉันบวกกับความสามารถทางด้านการเรียนและกีฬา ฉันจะต้องเป็นนักเรียนดีเด่นผู้ถูกชื่นชมในทุก ๆ ด้าน ถูกมองด้วยสายตาอิจฉาริษยา และอื่น ๆ อีกมากมายที่เคยใฝ่ฝัน! โรงเรียนนี้มีทั้งแผนกมัธยมต้นและมัธยมปลาย ปีนี้ฉันเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่ฉันคนเดิมในโรงเรียนแห่งนี้...

“ยัยโง่! คิดหรือไงว่าคนอย่างเธอจะมีใครเขาเอาเป็นเพื่อนน่ะ หึ ๆ ที่ผ่านมาฉันก็แค่อาศัยความเก่งของเธอเพื่อเอาเกรดดี ๆ ก็เท่านั้น ใครจะไปจริงใจกับคนอย่างหล่อนกัน!”

“โฮะ ๆ ๆ ๆ ฉันจะบอกอะไรให้อย่างนะ ความจริงใจของคำว่าเพื่อนน่ะมันไม่มีอยู่บนโลกนี้หรอกนะ จำใส่กะลาหัวเอาไว้ซะด้วย!”

“จะเพื่อนกันยังไงสุดท้ายในห้องสอบก็เป็นได้แค่คนแปลกหน้า เป็นคู่แข่งเท่านั้นล่ะ ลาก่อน”


นี่คือตัวอย่างคำพูดของคนที่ฉันเคยคิดว่าพวกเขาเป็น ‘เพื่อน’ มาตลอด...
ฉันส่ายหัวไปมาอย่างแรงเพื่อกำจัดความทรงจำเหล่านั้นออกไป ใช่ พวกเธอเหล่านั้นคือกลุ่มบุคคลที่เห็นแก่ตัว ฉันจะต้องไม่ใส่ใจ ไม่ใส่ใจ ..
ฉันทบทวนคำนั้นอยู่ในใจพลางรู้สึกเจ็บปวด
ฉันเงยหน้าขึ้น

“ต่อไปนี้เราไม่ได้เหยียบย่ำอยู่ที่เดิมอีกต่อไปแล้ว”

...

“.....และขอให้นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นเกียรติของพวกเราชาวโรงเรียนชาร์ มาเรียด้วยค่ะ” ฉันถอยหลัง 1 ก้าว และโค้งคำนับเพื่อปิดการปฐมนิเทศ

“นี่ ๆ ตัวแทนนักเรียนปีนี้หน้าตาดีจังเลยเนอะ” เสียงชมเชยลอยเข้ามาในหูฉันเมื่อฉันลงมาจากเวที

หึ ๆ ๆ ๆ นี่แหละ นี่แหละ..!

“นอกจากจะเป็นลูกท่านผู้อำนวยการ เรียนเก่ง ตระกูลดัง แล้วยังหล่อสุด ๆ ไปเลยอีกต่างหาก” อะไรนะ หล่องั้นเหรอ ฉันว่าฉันหน้าตาไม่แมนขนาดนั้นนะ ใจร้ายเกินไปแล้ว

.........

ว่าแต่เอ๊ะ ลูกท่านผู้อำนวยการ?? ชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างฉัน (ที่สามารถเข้ามาเป็นนักเรียนทุนในโรงเรียนเอกชนสุดหรูที่ไม่มีเงินแล้วไม่มีทางได้เข้า และในห้าปีก็จะมีนักเรียนทุนหนึ่งคนอย่างฉันเนี่ยนะ) ตระกูลดี ชักแหม่ง ๆ.. ไหนหันไปดูหน่อยซิ

“พิธีปฐมนิเทศของหญิงล้วนนี่น่าเบื่อจังเลย ฉันอยากไปฝั่งชายล้วนมากกว่า” ลูกคุณหนูคนหนึ่งพูดกับเพื่อนข้าง ๆ ว่าแล้วก็อ้าปากหาวหวอด ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย

“ตัวแทนนักเรียนของฝั่งหญิงเป็นใครกันเหรอ แอน” เพื่อนของลูกคุณหนูคนเมื่อครู่ถาม

“ดูเหมือนจะเป็นนักเรียนทุนนะ ดูดีอยู่เหมือนกันแหละ แต่ฉันว่าชาวรากหญ้าน่ะก็ควรจะไปอยู่ที่ที่รากหญ้าอยู่จะดีกว่านะ” เธออ้าปากหาวอีกครั้ง อะไรนะ รากหญ้า? คนรวยปากเสียกันทุกคนเลยหรือไง ชิ

~ ♫

ทันใดนั้นก็มีเสียงออเคสตร้าบรรเลงขึ้นมาจากที่ใดสักแห่ง นักเรียนหญิงที่นั่งอย่างเรียบร้อยเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ เป็นอะไรไปน่ะ? ฉันได้แต่สงสัย และลองใช้วิธีเดิมคือแอบฟัง

“กรี๊ด ดูเหมือนว่าพิธีของทางนู้นก็จบแล้วเหมือนกันล่ะ ฝั่งชายล้วนเข้าสู่ไคลแมกซ์แล้ว” ไคลมงไคลแมกซ์อะไรกัน นี่มันโรงเรียนนะยะ ว่าแต่ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลยเนี่ย

~ ♫

เอ๋ อะไรน่ะ ทำไมเสียงบรรเลงดนตรีนั่นถึงเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ล่ะเนี่ย...

“กรี๊---ด”

“มาแล้ว ๆ”

“ตัวแทนนักเรียนฝั่งชายล้วนไง”

เสียงกระซิบกระซาบที่ค่อย ๆ ดังขึ้นไม่หยุดหย่อนทำให้ฉันเข้าใจ ว่านักเรียนฝั่งชายกำลังมาทางหอประชุมของฝั่งหญิง (ซึ่งอยู่ห่างกัน เพราะแยกออกเป็นสองโรงเรียนเนื่องจากเป็นโรงเรียนศาสนา)

ตึก ตึก ตึก ตึก
เสียงเดินเป็นจังหวะค่อย ๆ เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเสียงบรรเลงก็หยุดลง ปิดท้ายด้วยเสียงสีของไวโอลิน ประตูทางเข้าหอประชุมถูกเปิดออกช้า ๆ และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตานักเรียนหญิงคือ
ชายหนุ่มหน้าตาดี 3 คนกับขบวนพาเหรด..เอ่อ ชุดโจรสลัดมั้ง? สีน้ำเงินกับดำ โดยมีคนที่หน้าตาดีที่สุดอยู่ตรงกลาง เขามีนัยน์ตาสีแดง เรือนผมสีดำสนิทแซมด้วยสีแดงอ่อน ๆ ที่ปลายผม ให้ออร่าเหมือนกับประธานนักเรียนผู้เข้มงวดประมาณนั้น กับอีกสองคน คนหนึ่งหล่อราวกับองครักษ์ ส่วนอีกคนหน้าตายเหมือนเป็นร่างเงาให้กับคนตรงกลาง หล่อมาก ๆ พอ ๆ กัน ว่าง่าย ๆ ก็คือกินกันไม่ลงเลยทีเดียว สามคนนี้
อะ บอกไว้ก่อน ฉันไม่ได้สนใจอะไรในตัวพวกนั้นหรอกนะ แค่อยากรู้ว่าจะทำอะไรเท่านั้นเอง
พวกเขาทั้งสามคนเดินขึ้นเวทีโดยมีคนตรงกลางนำหน้า และแน่นอน หนุ่มผมดำคนนั้นนั่นเองที่เป็นคนขึ้นกล่าว ส่วนอีกสองคนยืนหลบฉากอยู่ข้างหลัง ออร่าไม่ธรรมดาเลย

“สวัสดีครับนักเรียนหญิงชาวชาร์ มาเรียทุกคน” เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมดังขึ้นมาจากผู้ชม นายหล่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วกล่าวต่อ

“เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านผู้อำนวยการของพวกเรา... หรือก็คือคุณพ่อของผม” อ๊ะ ตานี่เองเหรอตัวแทนนักเรียนที่ว่า

“ผมได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโรงเรียนนี้โดย... จัดงานปาร์ตี้เต้นรำสวมหน้ากากขึ้น” เสียงฮือฮาจากเหล่าบรรดานักเรียนหญิงดังขึ้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อนจนนายร่างเงา (ขอเรียกอย่างนี้ก็แล้วกัน) ต้องออกหน้ามากระแอมเสียงดังเพื่อให้เสียงเงียบลง นายหล่อหันไปยิ้มขอบคุณให้นายร่างเงา

“งานเต้นรำนี้จะจัดขึ้นในทุก ๆ 3 ปี เพื่อกระชับมิตรภาพระหว่างพวกเรา..นักเรียนชายล้วนจากโรงเรียนชาร์ล มาเรีย และนักเรียนหญิงจากโรงเรียนชาร์ มาเรีย” หา เดี๋ยวนะ นี่มันอะไรกัน ฉันงงไปหมดแล้ว

“เนื่องจากผมได้มีความเห็นเรื่องแนวคิดสมัยเก่าที่ว่าชายหญิงห้ามไปมาหาสู่กันก่อนแต่งงานนั้นสมควรหายไปจากยุคสมัยใหม่ที่กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงไป ผมจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับ ‘ความรักเสรี’ ขึ้นครับ เอาล่ะ มีใครจะค้านบ้าง” ตัวแทนนักเรียนกวาดสายตามองไปรอบ ๆ หอประชุมหญิง ทุกคนเงียบกริบราวกับกำลังครุ่นคิด แต่... อะไรกัน นี่ฉันไม่ได้จะเข้าโรงเรียนหญิงล้วนมาเพื่อหาผู้ชายนะยะ ฮึ่ย คัดค้าน ๆ ๆ

“โอ๊ะ เลดี้ เชิญว่ามาเลยครับผม” อีตาตัวแทนนักเรียนนี่ยังยืนยิ้มอย่างกับว่านอกจากฉันแล้วจะไม่มีใครอื่นคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว ฮึ ยิ้มออกแค่ตอนนี้เท่านั้นล่ะย่ะ ฉันจะเอาให้หน้าหงายเลยเชียว ฉันลุกขึ้นและโค้งด้วยท่าทางสง่า และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ดิฉันคิดว่าภายในสถานศึกษาไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรักระหว่างชายหญิงค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่เน้นเกี่ยวกับศาสนาเช่นนี้...” ฉันเว้นระยะนิดหนึ่ง กวาดสายตาไปรอบ ๆ และหยุดลงที่ใบหน้าของตัวแทนนักเรียนฝ่ายชาย

“ชิงสุกก่อนห่ามไม่ใช่เรื่องดี และกระนั้น คุณจะใช้งบประมาณของโรงเรียนเพียงเพื่องานเต้นรำกระชับรักเช่นนี้หรือคะ”
ตัวแทนนักเรียนพยักหน้า ยกมือขึ้นทำท่าทางราวกับยอมแพ้ แล้วพูด

“โอเคครับ คุณ...”

“กราสเฟียร์ค่ะ”

“อืม คุณกราสเฟียร์ เหตุผลของคุณนั้น ผมคิดว่า...” เขาสูดลมหายใจลึก แล้วยักไหล่

“มันไร้สาระสิ้นดีเลยครับ”

….

นะ .. นาย ว่ายังไงนะ
ฉันชักจะเริ่มเดือดปุด ๆ กับท่าทางของนายนี่แบบแปลกๆ ตั้งใจจะกวนกันใช่ไหม ดูยังไงก็คิดจะไม่ล้มเลิกตั้งแต่แรกแล้วนี่ แล้วจะถามฝ่ายค้านทำไมกันยะ!?
นายตัวแทนไม่สนใจฉันอีก เขากล่าวต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ในเมื่อไม่มีผู้ใดค้าน ผมก็ขอปิดการแถลงเกี่ยวกับงานเต้นรำที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเพราะความเอาแต่ใจของผมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ” พูดจบแล้วก็โค้งคำนับงาม ๆ หนึ่งที ทำเอาสาว ๆ กรี๊ดกันเบา ๆ  เอ่อ ฉันเห็นคนที่นั่งข้าง ๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากัดด้วยล่ะ เป็นอะไรมากหรือเปล่านั่นน่ะ

ราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ ร่างสูงที่หันไปทางขวาแล้วก้าวหันกลับมาประชันหน้ากับพวกเราหญิงสาวอีกครั้ง

“ต่อจากนี้ไปพวกเราคงร่วมงานกันอีกนานนะครับ ลืมแนะนำตัวไปเลย ขออภัยเป็นอย่างสูง” ตัวแทนนักเรียนชายหันมาโค้งคำนับอีกครั้ง

“ผมชื่อคิวบ์ อ้อ ชื่อจริงน่ะขอให้ลืมมันไปเถอะนะครับ นี่คือกฎอีกหนึ่งข้อของงานเต้นรำ ผู้ที่จะเข้าร่วมด้วยจะต้องปิดบังชื่อของตนเองและใช้นามแฝงกับเพศตรงข้าม” คิวบ์แสยะยิ้มเล็กน้อยเหมือนกับกำลังสนุกกับอะไรบางอย่าง

“และสองสหายที่อยู่ทางซ้ายและขวามือของผมมีนามว่า อัลฟา” คิวบ์ผายมือไปทางหนุ่มองครักษ์ อัลฟาก้มหัวอย่างมีมารยาทหนึ่งที

“กับเดลตา” คราวนี้ผายมือไปทางหนุ่มหล่อที่ทำตัวมืดมนมาตลอด เขาไม่ได้สนใจจะคำนับหรืออะไรทั้งนั้น ปฏิกิริยาตอบโต้มีเพียงแค่สีหน้า ‘เมื่อไรจะจบสักที’อย่างเบื่อหน่ายของเขาเท่านั้น ตกลงแล้วสามคนนี้อัลฟาดูท่าทางคบด้วยง่ายมากที่สุดแล้วล่ะมั้งนะ....


“เฮ้อ จบสักที!” ฉันกระโดดตุ้บลงไปบนเตียงนอนแล้วแผ่ร่างออกอย่างมีความสุข ที่นี่เป็นระบบโรงเรียนประจำ แน่นอนว่ามีหอพักใน ที่สำคัญคือเป็นห้องเดี่ยวแถมหรูสุด ๆ อีกต่างหาก (ถ้าเรียนไม่เก่งคงไม่มีวาสนามาอยู่ตรงนี้ได้หรอกนะเออ) แต่จะว่าไปแล้ว.. เด็กผู้หญิงโรงเรียนนี้ท่าจะเป็นเอามากกับอีตาคิวบ์อะไรนั่นน่ะ เขาเป็นคนดังในโรงเรียนหรือไงนะ จริงสิ ฉันลองค้นหาข้อมูลของอีตานี่ดูดีกว่า ไปตีสนิทกับเจ้าแม่กรมข่าวกูรูหนุ่มหล่อสักคน.. แต่เอ๊ะ ถ้าทำอย่างนั้นฉันก็เหมือนกับพวกนั้นเลยน่ะสิ ไม่ได้ ๆ ฉันสะบัดหัวอย่างแรงเพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป ฮึ่ม อ้อ จะบอกอะไรให้ ที่ฉันสนใจหมอนั่นน่ะเพราะบังอาจทำให้ฉันหน้าแตกหมอไม่รับเย็บกลางหอประชุมแถมทำเมินอีกต่างหาก ฮึ่ม ๆ ๆ ๆ ๆ ยกโทษให้ไม่ได้!

ก๊อก ๆ ๆ ~

“เชิญค่ะ ไม่ได้ล็อก” จากนั้นก็มีเสียงเปิดประตูดังแกร๊กอย่างแผ่วเบา ฟังดูเกรงใจ ฉันลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ

“ขออนุญาตค่ะ” ว้าย สาวสวยนี่นา อ่า ไม่ใช่สิ อะแฮ่ม เขามาทักทายคนห้องข้าง ๆ หรืออะไรทำนองนั้นหรือเปล่านะ

“มีธุระอะไรเหรอคะ”

“ท่านประธานนักเรียนมีธุระจะพูดคุยกับคุณค่ะ ขอเชิญที่ศาลาหงส์หยก ณ เวลานี้ด้วยค่ะ ขอตัวค่ะ” พูดจบก็โค้งคำนับหนึ่งทีแล้วเดินออกจากห้องไปเลย... ประธานนักเรียน อ๊ะ หรือว่า.. ฉันกระโดดผลุงขึ้นจากเตียงอย่างตื่นเต้น

“ท่าน ‘คลารา’ แน่ ๆ เลย!” อนึ่ง นามว่าคลารานี้คือนามของประธานนักเรียนสาวผู้โด่งดังคนนั้น คนที่ฉันนับถือเธอมาตลอดนั่นเอง แต่วันปัจฉิมนิเทศฉันไม่ได้เจอเธอเพราะพิธีปัจฉิมนิเทศจะใช้ตัวแทนนักเรียนที่มาจากปี 1 เท่านั้น อา ไม่มีเวลาแล้ว เรารีบไปหาเธอเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า

ศาลาหงส์หยก

“......” ฉันยืนนิ่งไม่ไหวติง มองหน้าอีกฝ่ายที่นั่งไขว้ขาจิบชาอย่างสบายใจด้วยความขุ่นเคือง

“โกหกฉันทำไม... คะ” คำลงท้ายนั่นน่ะถ้าไม่ติดว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยล่ะก็ฉันไม่มีทางพูดหรอกนะ ชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นท่านคลาราวางถ้วยน้ำชาลงอย่างแผ่วเบาแล้วหันหน้ามาทางฉัน

“ผมไม่ได้โกหกนี่ว่าจะให้เธอพบประธานนักเรียนคนเก่าที่ชื่อคลารา แต่มาพบผมซึ่งเป็นประธานนักเรียนคนใหม่ต่างหาก อ้อ ถ้าผมจะหลอกนะ ผมไม่หลอกว่าจะให้เธอพบคุณคลาราหรอก แต่ผมจะหลอกว่าเธอได้รับทุนการศึกษาก้อนโตให้ไปเรียนที่ต่างประเทศพร้อมลายเซ็นผู้อำนวยการด้วยนะ” พูดจบเขาก็หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจคนรอบข้างที่มีกันอยู่ 5 คนไม่รวมตัวเขา

“อีกอย่างหนึ่งผมก็ไม่รู้ด้วยว่าตัวแทนนักเรียนฝ่ายหญิงน่ะคือเธอเอง ไม่อย่างนั้นผมคงเรียกสาวสวยคนอื่นมาแทนแล้วล่ะ เฮ้อ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง” ว่าแล้วก็ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เป็นท่าทางที่กวนประสาทเป็นอย่างยิ่ง

ฉันพยายามไม่ถือสาเขาแล้วถามถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง

“แล้วตกลงคุณต้องการอะไรคะ” เขาได้ยินดังนั้นก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ สาวผมเปียใหญ่ ๆ สวมแว่นท่าทางคงแก่เรียนหน้าตาน่ารักคนหนึ่งลุกขึ้นและยื่นเอกสารชุดหนึ่งให้ฉัน พร้อมอธิบาย

“นับจากนี้เป็นต้นไปคุณคือหนึ่งในคณะกรรมการจัดงานเลี้ยงเต้นรำค่ะ นี่เป็นตำแหน่งที่สำคัญมาก ขอให้คุณรับผิดชอบอย่างเต็มที่ด้วย” หา!? ฉันยังไม่ทันหายงง สาวแว่นคนนั้นก็กลับไปนั่งจดงก ๆ ที่เดิมแล้ว

“ดะ ๆ เดี๋ยวก่อนสิคะ!? อะไรกันเนี่ย นี่นาย อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” ฉันกอดเอกสารชุดนั้นไว้แล้วชี้นิ้วไปบนใบหน้ายียวนของนายอวดดีที่ชื่อคิวบ์อะไรนั่น ลืมบอกไป สองคนที่อยู่ข้าง ๆ หมอนั่นที่หอประชุมก็อยู่ด้วยเช่นเดียวกันพร้อมกับสาวแว่นคนเมื่อกี้และ..เอ่อ นางฟ้า? เอ่อ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก สวยมาก ๆ แต่มีผมสั้นเลยให้อิมเมจเป็นสาวใสซื่อคุณหนูผู้อ่อนต่อโลกประมาณนั้น เอ๊ะ แต่ทำไม... คิวบ์ขัดความคิดของฉันด้วยการพ่นลมหายใจแรง ๆ และลุกขึ้นมาประจันหน้ากับฉัน กะ.. ใกล้ไปแล้วย่ะ หน้าน่ะ หน้า!!

“หมอนั่นน่ะ เป็นผู้ชาย” เอ๋ เขาพูดอะไรน่ะ

“นางฟ้าที่เธอคิดอยู่แล้วก็จ้องจนน้ำลายหกนั่นน่ะ เป็นผู้ชาย!!!” หา อะไรนะ จริงเหรอ ว้า...

แต่เอ๊ะ นายนี่รู้ได้ยังไงน่ะ

“หน้าเธอมันฟ้องหมดแล้ว ยัยกระรอก” ว่าแล้วก็ดีดหน้าผากฉันทีหนึ่ง โอ๊ย เจ็บนะยะ ฮึ่ม

“เจ้าพวกนี้คือสมาชิกสภานักเรียน คัดเลือกโดยฉันเองทั้งหมด ยกเว้นป้าแว่นตรงนั้นน่ะนะ” ฉันได้ยินเสียงเหมือนอะไรสักอย่างขาดดังเปรี๊ยะมาจากทางสาวผมเปียที่กำลังจดงานงก ๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของศาลาหงส์หยก

ขออธิบายลักษณะภายนอกโดยละเอียดของสาวแว่นคนนี้หน่อยละกัน เธอเป็นสาวผอมบางตัวเล็กสวมแว่นไม่มีกรอบสีชมพู ผมสีชาเขียวหนายาวถึงเอวถูกรวบและถักเป็นเปียใหญ่ยาวสลวย หน้าตาน่ารักเป็นอย่างยิ่ง แก้มสีชมพูอ่อน ๆ ดูนุ่มนิ่มน่าจับ ดวงตาสีมรกตที่ถูกเลนส์ใสของแว่นบดบังมีประกายจริงจังอยู่ตลอดเวลา ขนตางอนเรียวยาว ไม่สมกับคำเรียกว่าป้าแว่นของตาคิวบ์เลยสักนิด

“คนเสียมารยาทที่ไม่มีความสามารถอย่างคุณไม่สมควรที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสภานักเรียนอย่างยิ่งค่ะ คุณ...เอ่อ คิวบ์ ให้ตายสิ ขออภัยค่ะ ดิฉันชื่อพาเมลา เอ่อ เป็นนามแฝงที่ถูกบังคับใช้น่ะค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณเฟียร์” ดูท่าพาเมล่าจะไม่สบอารมณ์กับเรื่องชื่อมากเท่าใดนัก แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี ก้มศีรษะให้ฉันหนึ่งทีแล้วกลับสู่ภวังค์ของตัวเองต่อ แล้วก็มีเสียงหัวเราะแบบผู้ดีดังขึ้นมาจากทางขวาของพาเมล่า หรือทางซ้ายของคิวบ์ อัลฟานั่นเอง

“หุหุ คุณพาเมลาน่ะถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็เข้าใจในตัวเจ้าคิวบ์มากที่สุดไม่ใช่หรือครับ โอ๊ะ ขออภัย” อัลฟากล่าวขอโทษทันทีเมื่อรับรู้ถึงสายตาอาฆาตของสาวชาเขียวตัวเล็ก (อิมเมจเธอเข้ากับชาเขียวจริง ๆ น่ารักเป็นบ้า)

อัลฟาเป็นชายหนุ่มที่มีออร่าผู้ดีจับมากที่สุด ดูใจเย็นและท่าทางเข้าหาง่ายที่สุดในหมู่คนที่อยู่ที่นี่แล้วล่ะ เขามีผมสีมินท์แซมขาวที่ปลายผม ผิวขาวราวกับหิมะ รูปร่างกำยำอย่างที่หนุ่มในอุดมคติจะต้องมี ดวงตาสีฟ้าเจือไปด้วยความอ่อนโยน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดเวลา
เสียงแหบห้าวฟังดูมีเสน่ห์เสียงหนึ่งดังขึ้น

“เฮอะ ไร้สาระ เฮ้ย ไอ้คิวบ์ จะทำอะไรก็รีบ ๆ หน่อยสิ ฉันคนนี้งานยุ่งนะเว้ย ไม่มีเวลามาเล่นอะไรเด็ก ๆหรอกนะ โธ่” เจ้าของเสียงเดาะลิ้นอย่างขัดใจ เขาก็คือร่างเงาสุดหล่อของคิวบ์- เดลตานั่นเอง

ด้วยลุคที่ดูเถื่อน ๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนแบบคนเจ้าอารมณ์ ใบหน้าคมเข้ม ผมสีแดงเพลิงที่ซอยสั้นชี้ไปชี้มาให้ความรู้สึกว่าเป็นคุณชายผู้ขี้เกียจ อารมณ์ดูแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา หล่อคนละแบบกับอัลฟา

“ใจเย็น ๆ สิครับเดลตา ผมจะอธิบายให้คุณหนูคนนี้ฟังอย่าง-ละ-เอียด”จะเน้นย้ำที่คำว่าละเอียดทำไม มันน่ารำคาญแปลก ๆ นะ ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามใจดีสู้เสือ

“ฉันชื่อกราสเฟียร์ค่ะ นี่เป็นชื่อจริงของฉัน ฉันไม่เล่นนามแฝงไร้สาระกับคุณด้วยหรอกนะ มีอะไรก็ว่ามาเร็ว ๆ และกระชับ ๆ ด้วย”
คิวบ์ยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้ ทำหน้ากวนประสาทแวบหนึ่ง

“เอาล่ะ ๆ สภานักเรียนของเรามีหน้าที่หลักคือเตรียมงานเต้นรำในปีนี้ และไฮไลต์ของงานก็คือ ภาพยนตร์” นายหมายความว่าจะให้ฉันมาเล่นหนังงั้นเรอะ

“แน่นอนว่าเป็นหนังเกี่ยวกับความรัก” หา..

“อ๊ะ แต่หนังของเราจะไม่ใช่ความรักวัยรุ่นน่าเบื่ออย่างที่คุณคิดหรอกนะครับนะ มันจะเป็นหนังที่เกี่ยวกับ การ.หัก.หลัง ♪”…ว่างมากสินะ ฉันเตรียมตัวจะหันหลังกลับ แต่ก็โดนคำพูดบางอย่างกระแทกสมองเสียก่อน

“’เพื่อน’ไงล่ะครับคุณกราสเฟียร์” ฉันชะงักกึก คิวบ์ที่เห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของฉันจึงหัวเราะออกมา

“โอ๊ะโอ ว่าไงครับคุณตัวแทนนักเรียน คนอย่างคุณคงมีเพื่อนเยอะล่ะสิใช่ไหม ไม่เหมือนผมนะเนี่ย ผมออกจะไร้ญาติขาดมิตร” เพื่อนเยอะบ้านแกสิ ฮึ่ม คงสืบมาแล้วล่ะสิท่า

“สมาชิกทุกคนที่อยู่ที่นี่มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกคน ถ้าไม่นับเจ้าอัลฟาน่ะนะ นั่นก็คือเป็นชาวไร้เพื่อน”นายต้องการอะไรกันแน่

“ผมจะพูดอย่างไม่อ้อมค้อมล่ะนะ ผมจะทำให้มิตรภาพของสองโรงเรียนนี้แตกหักกลายเป็นสองส่วนไง” ….นั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของนายอย่างนั้นหรือ คิวบ์

“นายไปแค้นอะไรกับคนที่เขามีความสุขล่ะ” ฉันอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา

“ในเมื่อผมไม่มีแล้วคนอื่นจะมีไม่ได้ มันคือคติประจำใจของผม” เด็กมีปัญหาชัด ๆ เลยตานี่

“คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธครับคุณเฟียร์ ไม่อย่างนั้นผมจะไล่คุณออก โรงเรียนนี้เป็นของผม”

“ฉันไม่คิดจะปฏิเสธ”

“ถ้าอย่างนั้น...” ฉันเห็นประกายมีความหวังอยู่ในดวงตาของคิวบ์ แต่ไม่ ฉันจะ...

“ฝันก่อนแล้วค่อยละเมอนะ ฉันจะล่มงานเต้นรำของนาย คอยดู!!”

แปะ ๆ มีเสียงปรบมือดังขึ้น ทุกคนหันไปมอง
“ทะเลาะกันไม่ดีนะ” อ่า เด็กผู้ชายคนที่ฉันเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้หญิงนั่นเอง

จะไม่ให้เข้าใจผิดได้ยังไง หุ่นก็อ้อนแอ้นตัวเล็กราวกับผู้หญิง แถมยังสวมชุดเหมือนพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่ไหนสักแห่งอีก แบบที่มีระบาย ๆ น่ะ เป็นชุดวันพีซยาวแค่เข่าสีน้ำตาลทับเสื้อเชิ้ตสีขาว ผิวขาวอมชมพูอิ่มแสดงให้เห็นว่าถูกดูแลรักษามาเป็นอย่างดี ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย ผมบ็อบหยักศกสลวยสีชมพู...

“อ๊าย!” เขาส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่ารักเมื่อถูกใครบางคนหยิกแก้ม

“ไม่ใช่เรื่องของนายน่า คิลล์” เดลตาเบ้ปาก เอามือออกจากแก้มนุ่มของคิลล์

“Kill? ที่แปลว่าฆ่าอ่ะเหรอ” ฉันอ้าปากด้วยความงุนงง ตั้งชื่อให้มันน่ารักกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงเนี่ย

“ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ความน่ารักที่เธอเห็นเนี่ยน่ะมันหลอกลวงชัด ๆ ชื่อนั่นฉันตั้งให้เองแหละ” เดลตาว่าพลางทำไม้ทำมือเหมือนปัดรังควาน คิลล์ไขว้มือแล้วเอียงศีรษะทำมุม 30 องศา เป็นท่าที่ชวนให้กำเดาทะลักอย่างยิ่ง พูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อออกมาว่า

“คุณเฟียร์จ๊ะ มาถ่ายหนังกัน นะ?”

….

ไม่ไหวแฮะ เด็กคนนี้




วันต่อมา

วันหยุด ณ ห้องฉันเอง

หลังจากที่สับสนวุ่นวายกันอย่างนั้นสักพัก ก็อันเป็นว่าเคลียร์...ตรงไหน ช่างมันเถอะ เข้าใจกันว่าจะถ่ายหนังโดยที่ฉันไม่ได้รับบทอะไรเลย เป็นแค่เบ๊จิปาถะเท่านั้นแหละ ฮึ่ม น่าโมโหชะมัดเลย อีตาคิวบ์นั่นเล่นเป็นมันซะทุกอย่างตั้งแต่ผู้กำกับ คนเขียนบท หรือแม้กระทั่งนักแสดงเองก็ด้วย ส่วนคนอื่น ๆ เป็นนักแสดงทั้งหมด... อะไรกันเนี่ย ไม่ยุติธรรมเลย
จะว่าไป อยู่ที่นี่แล้วไม่ได้ทำอะไรเลยแฮะ น่าเบื่อชะมัด อือ ... ไปหางานพิเศษทำดีไหมน้า แต่ว่าที่นี่มีกฎห้ามนักเรียนทำงานพิเศษด้วยสิ ชิ อ้ะ ถ้าเราหางานทำโดยที่ไม่มีใครรู้อาจจะเวิร์คก็ได้นะ ลองออกไปเมืองข้าง ๆ ดูดีกว่า

เวลาต่อมา

ณ ตอนนี้! สถานที่ที่ฉันกำลังยืนอยู่ตรงหน้าคือ! เมดคาเฟ่!!!
หึ ๆ ๆ พูดถึงงานพิเศษก็ต้องนึกถึงงานบริการ และที่สุดของงานบริการก็คือคุณเมดไงล่ะ! คนที่เข้าเมดคาเฟ่วันละสามมื้อหลังอาหารเป็นเวลาทุกสัปดาห์อย่างฉันเข้าใจดี และจนถึงบัดนี้ฉันก็อยากลองก้าวเข้าไปสู่โลกของคุณเมดดูบ้างสักครั้ง! อา การบริการด้วยใจรักนี่ช่างเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่ง... แต่ที่น่าเสียดายคือร้านนี้ดันมีพ่อบ้านบริการอยู่ด้วยน่ะสิ ชิ ไม่เคยเข้าเลยก็จริง แต่เป็นที่เดียวในเมืองที่มีคนแนะนำในเน็ตเลยนะ คุณภาพน่าจะโอเคที่สุดแล้วล่ะ

“ยินดีต้อนรับค่า”เป็นเสียงที่ฟังแล้วเสนาะหูแท้... ไม่ใช่สิ

“ฉันอยากเป็นเมดน่ะค่ะ”

“อ๋อ นิวบี้เมดคนใหม่เหรอคะ เชิญทางนี้เลยค่า” เอ๋ อะไรน่ะ พูดเหมือนกับว่ารู้อยู่แล้วอย่างนั้นแหละว่าฉันจะมาทำงานที่นี่...
ฉันสังเกตเห็นใครบางคนที่รูปร่างคุ้นตายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ สายตาจึงเพ่งมองไปโดยอัติโนมัติ
เอ๊ะ ใครน่ะ ทำไมหน้าตาคุ้น ๆ จัง อืม..

“เฮ้ย!?” กรี๊ด รู้ตัวแล้วเรอะ ว่าแต่..

“ดะ.. เดลตา!!??” หมอนี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงน่ะ แถมอยู่ในชุดพ่อบ้านอีก!? นะ นี่มันอะไรกัน

“นะ นี่เธอ ชื่ออะไรนะ.. เอ่อ เฟียร์!?”จะตกอกตกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำไมกันยะ เห็นแล้วมันน่าหงุดหงิดยังไงไม่ทราบ

“เห...” !?

ฉันไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีอีกคนหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับเดลตา.. เพราะเขาเพิ่งลุกขึ้นมานั่นเอง และเขาคนนั้นก็คือ..

“คะ..คิวบ์!!??” พระเจ้า พวกเขาเป็นลูกคุณหนูไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ที่เนี่ย

แต่คิวบ์แตกต่างกับเดลตา เพราะเขาไม่ได้สวมชุดพ่อบ้าน เขาสวมไปรเวทราคาแพงธรรมดา ๆ เท่านั้น
คิวบ์ปัดฝุ่นออกจากเสื้อเชิ้ตหรูของเขา แล้วตอบคำถามในใจฉัน

“ฉันแค่มาเก็บข้อมูลน่ะ ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าผมแดงขี้โมโหนี่หรอก” เก็บข้อมูลอะไรของนาย แล้วทำไมต้องเป็นเมดคาเฟ่?

“ขี้โมโห!? เสียมารยาทน่า อีกอย่างนะ ฉันเป็นคนแนะนำที่นี่ให้กับนายนะเฟ้ย” ได้ยินดังนั้นคิวบ์ก็ชี้นิ้วมาที่ฉัน

“รวมทั้งยัยนี่ด้วย?”เขายืนเท้าเอวยักคิ้วหนึ่งข้าง

“เฮ้ย ยัยนี่น่ะฉันไม่รู้ อย่าโมเมเองสิฟะ” คราวนี้เดลตาชักยัวะขึ้นมาบ้างแล้ว

แปะ แปะ แปะ

เสียงปรบมือดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง พวกเราสามคนชะงักลงชั่วขณะ

“พอได้แล้วจ้ะทุกคน นี่ เพื่อประโยชน์แก่ทุก ๆ ฝ่าย ไม่แข่งกันเลยล่ะจ๊ะ?”คุณพี่เมดสาวท่าทางใจดี เป็นสาวสวยผมยาวหุ่นดี ยื่นข้อเสนอหนึ่งให้กับพวกเรา

“หา แข่งอะไรไร้สาระน่าครับ ผู้จัดการ” เดลตาแสดงท่าทางคัดค้านอย่างเห็นได้ชัด

“เจ๊ไม่ได้บอกให้เราแข่งสักหน่อยนะ เจ๊หมายถึงสองคนนี้ต่างหาก ว่าไง” เขาหมายถึงเรากับคิวบ์เหรอ แต่เราไม่ได้มาเพื่อเล่นนะ

“ขอผ่านค่ะ ฉันไม่ได้มาเล่นค่ะคุณผู้จัดการ แค่จะมาสมัครงาน-”

“แค่ปอดแหกไม่ใช่หรือไง” คิวบ์แทรก

ฮึ่ม มารยาทน่ะสะกดเป็นไหมยะ
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์
เอาชนะอีตานี่ไปแล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา มันก็แค่การเรียกร้องความสนใจของเด็กมีปัญหา เรามาที่นี่เพื่อหากิจกรรมสนุก ๆ แก้เหงาเท่านั้น ไม่ได้มาเพื่อทะเลาะกับใคร-

“เฮ้อ น่าเบื่อจริง ๆ ตัวแทนนักเรียนหญิงที่สอบเข้ามาได้ด้วยคะแนนสูงสุด อ้อ ไม่สิ รองจากผมหนึ่งคะแนนนี่นะ รู้อย่างนี้ไม่เอาเข้าสภานักเรียนด้วยก็ดีนะเนี่ย น่าเบื่อเป็นบ้า ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนละกันนะครับ-”

“จะแข่งค่ะ” ดูถูกกันขนาดนี้อภัยให้ไม่ได้เด็ดขาด

ฉันเห็นรอยยิ้มสะใจผุดขึ้นมาที่มุมปากของคิวบ์ ในขณะที่ผู้จัดการร้านทำหน้าตาสนุกสนาน และเดลตาเอามือกุมหน้าผาก

Comments