The Growth

วันประกาศเกรดเทอมแรก ปีแรกของมหาวิทยาลัย


บรรดาอาจารย์ทั้งหลายก็เปรียบเสมือนครูอาจารย์ของเรา เพราะสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขนั้น มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคำพูดดี ๆ และการยอมรับเชื่อถือในโชคชะตา รวมถึงความเชื่อมั่นที่มีให้แก่ปัจเจกบุคคลผู้หนึ่ง

ปัจจัยที่คนเราต้องการเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจนั้นได้แก่ความเชื่อมั่นและความมั่นใจ เมื่อมีสองสิ่งนี้แล้วจิตใต้สำนึกก็จะรู้สึกว่ามีความปลอดภัย เกิดกำลังใจในการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพ

คำสัญญานั้นเป็นสิ่งรับประกันว่าเราสามารถใช้มันเพื่อต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ต่อไปโดยไม่ย่อท้อ เพราะเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ได้ลงมือทำนี้มันจะไม่มีวันสูญเปล่า

ตัวเราที่ประสบกับคำปฏิเสธมามากมาย คำสัญญาจากมนุษย์ที่ถูกหักล้างครั้งแล้วครั้งเล่า มันสั่งสมให้เรากลายเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะเชื่อใจมนุษย์หน้าไหนทั้งสิ้นอีก สิ่งที่เราเชื่อมีเพียงสองสิ่ง นั่นคือ พระเจ้าและโชคชะตา

เราไม่เชื่อในตัวเอง เพราะเราไม่รู้อนาคต เราไม่รู้ว่าวันไหนที่เราจะเกิดอะไรขึ้น วันไหนที่เราจะมีจิตตกต่ำ วันไหนที่เราจะสามารถควบคุมจิตให้อยู่ในครรลองที่ถูกต้อง เราไม่รู้เลย

ทุกคนบอกว่าเราจะประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะใครมองเห็นอนาคต ไม่ใช่เพราะใครทำนายอนาคตได้ ไม่ใช่เพราะผีต้องการหลอกล่อเรา แต่มันเป็นแค่คำพูดที่สร้างความเชื่อมั่นและสร้างความคิด ทัศนคติให้ฝังลงไปในจิตสำนึกของเราว่า เราจะต้องสำเร็จ

เราเชื่อ เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเราจะต้องสำเร็จ และเราเหนื่อย เหนื่อยเต็มทีที่จะคาดหวังสูงลิบลิ่วกับตัวเอง ว่าตัวเองต้องสมบูรณ์แบบ ตัวเองต้องทำได้ทุกอย่าง จนบางครั้งเราก็ลืมไปว่า....

เราเป็นมนุษย์

เราเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ถึงแม้เราจะไม่ไปเปรียบเทียบตัวเองกับใครที่สมบูรณ์พร้อมกว่า ก็ต้องพบความบกพร่องในตัวเองอยู่ดี เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มาเพื่อให้ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง มิใช่ให้มองความไม่สมบูรณ์แบบแล้วรังเกียจความไม่สมบูรณ์แบบนั้น

บททดสอบต่าง ๆ ถูกลิขิตขึ้นมาเพื่อให้เรายอมรับว่าตนเองนั้นไม่มีความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงนั้นมิมีอยู่บนโลกใบนี้

คนที่รวยที่สุดในโลก ใจบุญที่สุดในโลก มีคนรักมีคนเคารพนับถือมากที่สุดในโลก ใครบ้างที่ไปถึงจุดนั้นได้เพราะความสมบูรณ์แบบ ?

ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มิใช่มีไว้เพื่อให้อภัยโทษให้แก่ความบกพร่องของมนุษย์หรอกฤๅ ?

บุคคลมากมายที่สำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย มีบ้างหรือไม่สักคนหนึ่ง ที่เป็นคนสมบูรณ์แบบชีวิตพูนสุขไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ ? ไม่มีความเป็นนิรันดร์บนโลกนี้ แน่นอนพอ ๆ กับไม่มีหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์อยู่ที่ใด

เกรดไม่ดี ไม่เป็นไร เราเริ่มใหม่ได้ มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น เวลายังเหลืออีกหนึ่งเทอม เราสามารถพยายามได้ หากมันสุดความสามารถแล้ว ก็ถือเสียว่า เพราะโชคชะตามันถูกกำหนดไว้เช่นนั้น เสียใจได้ ร้องไห้ได้ แต่เราจะท้อไม่ได้ เราจะหมดหวังไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เราร้องไห้ เวทมนตร์บทหนึ่งก็จะถูกร่ายออกมา มันคือเวทมนตร์ที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรา ทุกครั้งที่เราเสียใจ ทุกครั้งที่เราผิดหวัง เวทมนตร์อวยพรจากพระเจ้าก็จะถูกส่งลงมาให้กับเรา

ปัจจุบันกรรมคือตัวตัดสินอนาคต มิใช่อดีต แม้ว่าจะผ่านไปหนึ่งวินาทีมันก็คืออดีต ฉะนั้น พระเจ้าจะดูว่าคุณจัดการกับสิ่งต่าง ๆ อย่างไรด้วยปัจจุบันกรรมทั้งสิ้น แล้วจึงจะตัดสินให้รางวัลหรือลงโทษคุณ

เราเชื่อมั่นว่าเราจะสำเร็จ เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถเป็นคนรวยและอยู่ในสังคมที่ดีเพื่อสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมสมกับที่สมองและปณิธาณอันยิ่งใหญ่นี้มันเกิดขึ้นมาในตัวเรา เราจะรักดีและมุ่งมั่นตั้งใจในการทำความดี ไม่มีทางย่อท้อให้กับอุปสรรค ไม่มีทางเอาตัวเองลงไปแปดเปื้อนกับความชั่ว ไม่ว่ามันจะอยู่ใกล้กับตัวเราแค่ไหนก็ตาม


  คำพูดของคน


หลังจากโดนเพื่อนสนิทเลิกคบ หักกันแบบไม่เหลือเยื่อใย ทั้ง ๆ ที่เราไปตามตื๊อตามขอโทษนับร้อยครั้งได้ หลังจากนั้นมา เราก็แทบจะไม่ทะเลาะกับใครอีกเลย ยิ่งกับเพื่อนใหม่ที่ได้มาแต่ละคนนี่ไม่มีแล้ว ทำตัวลีบเล็กต่ำต้อยไปหมด 

ยอมใครได้ก็ยอมหมด จะไม่สร้างความขัดแย้งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าโกรธก็แค่ลืม ๆ ไปซะ ทำเรื่องอื่น แล้วค่อยคุยใหม่ เพราะรู้ว่าถ้าเรายังงี่เง่าแบบเดิม สุดท้ายแล้วก็ตัวเองนั่นแหละจะโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม

เนี่ยแหละ เขาถึงว่าไม่โดนก็ไม่รู้

เราก่อนหน้านั้นนี่ทะเลาะกับเพื่อนบ่อยมาก และชอบพูดทำร้ายจิตใจเพื่อนเสมอ คนที่ทนได้ก็ดีไป แต่บางครั้งทุกวันนี้ก็ยังมาบ่นรำลึกความหลังน้อยใจอย่างนั้นอย่างนี้

คำพูดคนเรามันสำคัญมากจริง ๆ  

การที่คิดอะไรก็พูด รู้ว่ายั้งปากตัวเองไม่ค่อยอยู่ ถ้าอย่างนั้น แทนที่จะอดทนพูดก่อนคิด เราเปลี่ยนวิธีคิดไปเลยไม่ดีกว่าหรือ คนที่ฟังจะได้รับฟังแต่สิ่งที่ดี ๆ 

เราก็เลยพยายามมากที่จะปรับทัศนคติตัวเองให้เลิกคิดถึงเรื่องของคนอื่นหรือวิจารณ์ใคร เปลี่ยนเป็นวิจารณ์การเมือง วิจารณ์เรื่องราวความเป็นไปของโลกแทน ซึ่งมันก็ได้ผลนะ คนก็มองว่าเราฉลาด เราก็ไม่โดนเกลียดแบบสมัยก่อนที่เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระ

เรื่องนี้จะโทษแต่เราคนเดียวก็ไม่ได้ เพราะโดนปลูกฝังมาแบบนั้น พอรู้ตัวแล้วก็รีบเปลี่ยน โชคยังดีที่คิดออกได้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องยังไง

การเป็นปัญญาชนด้วยตัวเอง คิดอะไรเองทุกอย่างโดยที่ไม่มีใครมาสั่งมาสอน มันยากมากนะ เพราะอย่างนี้ไงหัวเรามันถึงไม่เคยหยุดพักเลย เด็กที่มีชาติตระกูลแบบเรา โดนสั่งสอนมาแบบเรา ไม่มีอะไรจะไปสู้กับเด็กที่เกิดในประเทศพัฒนาแล้วได้เลยสักนิด แต่เราก็พยายาม เพราะเราเชื่อว่าเราจะต้องมีชีวิตที่มีความสุข เป็นในสิ่งที่ตนเองอยากเป็นและใฝ่ฝันมาตลอด



ความรู้กับอายุ


เสียดายที่ไม่มีความทรงจำตอนก่อนสามขวบ ไม่งั้นคงเข้าใจอะไร ๆ มากกว่านี้

ลองฟังแม่เล่าเรื่องช่วงนั้น มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายหรอก แค่ฉลาดแกมโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาเรานั่นแหละ แบบฟังแล้วเออ แม่ไม่ได้แต่งขึ้นมาแน่ ๆ นี่มันเราจริง ๆ แหละ ไรงี้ 555555

เคล็ดลับของการทำอะไรให้มันดี เช่น อะไรก็แล้วแต่

คือ ปัญญา จะเห็นว่าคนฉลาดนี่มันทำอะไรก็เก่งไปหมดเลย นั่นก็เพราะ เขาใช้สมองในการลงมือ

เราเป็นพวกไม่ค่อยชอบใช้สมอง ชอบใช้ความเคยชิน (สัญชาตญาณ) มากกว่า เลยชอบทำพลาด 

ช่วงพีก ๆ ก็คือช่วงนี้แหละ ยี่สิบสามสิบ ดังนั้นต้องขยันเพิ่มปัญญาให้ได้มากที่สุดช่วงนี้ แก่ตัวไปจะได้มีความคิดติดตัวบ้าง ไม่ใช่ทำแบบพวกคนล้มเหลว คือยิ่งแก่ยิ่งเพิ่มความหยิ่งทะนง

อ้อ แปลกนะ ความรู้มันจะต่างกับความทรงจำ ถึงแก่แค่ไหนความทรงจำหาย แต่ความรู้มันไม่หายตามไปด้วย

และนี่ก็เป็นอีกข้อสนับสนุนหนึ่งที่ยืนยันว่า เราเป็นคนที่มีความรู้ฝังอยู่ในวิญญาณจริง ๆ เพราะความรู้มันไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่เกี่ยวกับความทรงจำ

พระเยซู เกิดมาปุ๊บ พูดได้เลย งี้อะ  มันอารมณ์ประมาณนั้น มันมีจริงถ้าพระเจ้าอยากจะให้มันมี คุณไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัส มันไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มี

นีตเช่น่าสงสารอย่างหนึ่งที่เขาดันเกิดมาในตอนที่คำสอนของศาสนาคริสต์มันเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่บิดเบี้ยว และมีการเมืองผสมเข้ามาจนความหมายที่แท้จริงของศาสนาเริ่มหาได้ยากยิ่งขึ้น ด้วยความอัจฉริยะของเขาทำให้เขาพบจุดบอดของมันมากขึ้น ๆ จนสูญสิ้นศรัทธาไป

....ช่างน่าเสียดายจริง ๆ

เราอ่านประวัติเขาแล้วก็ยิ่งรู้สึกโชคดีที่เกิดมาเป็นตัวเองมากขึ้นไปอีก



ปรัชญาสำหรับเรา


เราบอกเด็กรุ่นเดียวกันไปว่าปรัชญา สำหรับเรามันก็เหมือนของหวานหลังอาหารเย็น

....เอาจริง ๆ มันง่ายกว่านั้นอีก

.....การเรียนของเรามันแปลกกว่าคนอื่น ตรงที่เราเรียนเพื่อจะขุดความรู้ที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณออกมาแล้วอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อความรู้ใหม่อะไรทั้งสิ้น

ความทรมานของอัจฉริยะ: การต้องมาเรียนศัพท์เพื่ออธิบายความรู้ของตัวเอง

แต่ก็นั่นแหละนะ เราไม่ได้จะบอกว่าเราเก่งเพราะตัวเอง เราเก่งได้เพราะพระเจ้ามอบปัญญา มอบความรู้ของพระองค์ให้ เราตัวคนเดียวคิดยังไงก็ไม่มีทาง ดูคนอื่นที่ไม่มีความรู้เหมือนกับเรา ดูความล้มเหลวของอัจฉริยะคนอื่น มันยิ่งตอกย้ำให้เราต้องจำนนให้กับพระเจ้า

เราเข้าใจความรู้สึกของคนตั้งแต่ระดับล่างสุด ต่ำที่สุดแห่งความเป็นคน คนที่เกิดมาไม่รู้อะไรเลย และตายไปแบบไม่รู้อะไรเลย คนที่สิ้นหวัง คนที่พระเจ้าไม่มอบความรู้และไม่มอบปัญญาให้ คนที่พระเจ้าปิดดวงตาของเขา เราเข้าใจความรู้สึกของคนพวกนี้ทั้งหมดแล้วในชีวิตที่ผ่านมา

และถึงเวลาแล้ว ที่เราจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่จุดที่มองเห็นในสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็น และได้เดินไปในที่ที่ไม่เคยมีใครเดินไปถึง

เราเพิ่งได้เห็นเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาด้วยความคาดหวังของพ่อแม่ ที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่หนักหนาลงบนบ่า เป็นเด็กที่ต้องปกปิดความรู้สึกของตัวเอง ยืนอยู่ภายใต้แสงสปอตไลต์ ด้วยความยินยอมและไม่ยินยอม

น่าเสียดายที่การแสดงของเธอ ไม่ว่าจะเก่งสักเพียงไรก็ไม่สามารถตบตาเราได้ เราเห็นและเข้าใจหมดสิ้นทุกสิ่งเบื้องหลังเธอ เพียงแค่พบกับเธอในวันที่มืดครื้มวันหนึ่งในเรื่องราวของเธอ
มันน่าเศร้าที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่สามารถถามอะไรได้ ไม่สามารถปลอบใจอะไรเธอได้เลย ทำได้แค่ยิ้มให้ เพราะเราเพิ่งรู้จักกับเธอได้ไม่กี่วัน



การตัดสิน


สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราไม่ชอบเวลาเจอคนเยอะ ๆ ก็คือ มันเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะมองเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น และล่วงรู้ในสิ่งที่ไม่อยากรู้ ได้ยินในสิ่งที่ไม่อยากฟัง

คาดว่า Introvert ส่วนใหญ่ก็คงเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ดี จึงเลือกที่จะเก็บตัว อยู่คนเดียว หรืออยู่กับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ

เราล่ะเบื่อเหมือนกัน เพราะความที่เรายังมีวุฒิภาวะไม่สูงพอ ไม่เท่ากับความรู้ที่ตัวเองมี จึงมักจะแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมอยู่เสมอ เวลาที่โดนรีแอกชันในสิ่งที่ตัวเองทำเรื่องแย่ ๆ ลงไป ก็มักจะเก็บกลับมาคิดและเสียใจเป็นบ้าเป็นหลังอยู่เสมอ มันจึงยิ่งทำให้ไม่อยากเจอโลกภายนอกมากขึ้นไปอีก

แต่ทุกอย่างนั้นมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว
มันตายไปพร้อมกับตัวเราที่เกิดใหม่บนแผ่นดินญี่ปุ่นแห่งนี้แล้ว

เราต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างสนิทใจ ว่านี่คือตัวเรา ไม่ใช่เพราะมันเป็นข้อเสียมันจึงแย่ แต่เพราะมันเป็นข้อเสียมันจึงได้รับรีแอกชันในแง่ลบกลับมาต่างหาก

การโดนตัดสินจากผู้อื่น ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นอย่างที่เขาคิด เพราะขนาดพระเจ้ายังรักเราเหมือนเดิม แล้วทำไมเราจะต้องยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดของคนที่ไม่ได้ให้ข้าว ให้ประโยชน์หรือแม้แต่คุณงามความดีทางจิตใจแก่เราด้วย?

ไม่มีใครหรอกที่จะสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับให้ได้ว่าข้อเสียเหล่านั้น มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์คนไหนก็มี แม้แต่คนที่มาตัดสินเรา เขาก็มี บางครั้ง คำพูดที่เขาพูดตัดสินเรานั่นแหละ ก็คือข้อเสียของเขาเอง

เพราะฉะนั้นเราอย่าเป็นแบบเขา

เราอย่าไปตัดสินใคร ห้ามตัดสินใครทั้งนั้น หากรู้ตัวว่ากำลังตัดสินใครอยู่ ให้ขอโทษ ขอโทษในใจก็ได้ แล้วเตือนตัวเองว่าครั้งต่อไปอย่าได้ทำอีก หากยังทำอีก ก็ต้องเตือนตัวเองต่อไป

เพราะความสมบูรณ์แบบในตัวของมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่ความไม่มีข้อเสีย หรือไม่มีอะไรไม่ดีเลย แต่เป็นการยอมรับ ยอมจำนน และเข้าใจในตนเองอย่างสมบูรณ์แบบต่างหากเล่าที่จะทำให้คนคนนั้นสมบูรณ์แบบได้

เพราะฉะนั้น อย่าได้ตัดสินใครเลย อย่าได้ใช้คำพูดหรือความคิด มุมมองของตัวเอง บอกว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ในทางที่ไม่ดีอีกเลย

คุณสามารถพูดเรื่องใดก็ได้ ที่ไม่ใช่เรื่องแย่ ๆ ของคนอื่น
คุณสามารถคิดเรื่องใดก็ได้ ที่ไม่ใช่เรื่องไม่ดีของคนอื่น
คุณสามารถตัดสินเรื่องใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่เรื่องของคนอื่น



หลักในการคำนวณแผนการ


ทฤษฎีหนึ่งที่เราสามารถคิดขึ้นมาได้ เพราะเรารู้สึกตะหงิด และไม่ค่อยพอใจกับประโยค “แล้วแต่คนชอบ” มากสักเท่าไร เพราะเราคิดว่าแม้แต่ความชอบของคนเรา มันต้องมีสาเหตุ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะชอบอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ไม่ว่าเหตุนั้นจะมาจากอะไรก็ตามแต่

ทุกอย่างมันมีเหตุผล ที่มาที่ไป หากไม่เชื่อในตรรกะข้อนี้ ก็เท่ากับปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ปฏิเสธตัวตนของตัวเอง โลกที่อยู่ในตอนนี้ก็จะเป็นสิ่งเลื่อนลอยทั้งหมด ซึ่งมันเป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
ความชอบเองก็ไม่เว้น

เราลองสังเกตจากความคิดของตัวเอง หรือแม้แต่ความชอบของตัวเองว่ามักจะมาจากอะไร รสนิยมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันมีต้นตอมาจากอะไร เมื่อเรารู้ได้แล้ว เราก็จะสามารถทำความเข้าใจถึงหลักเหตุและผลในข้อนี้ได้ ถ้าเข้าใจมากขึ้นไปอีก กว้างขึ้นไปอีก เราสามารถทำนายอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้จากรสนิยมของคนด้วยนะคะ!!! และเป็นการคำนวณที่แม่นมาก ๆ ด้วย

เผื่อสงสัยว่าทำนายอะไร เอา หลักง่าย ๆ ไปนะ อันนี้ถ้าไม่เข้าใจก็แปลกละ เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็คิดได้ คือ

หลักการตลาดนั่นเอง

ชอบ ต่อไปก็ต้องแสวงหา ถ้าเจอแต่ติดที่ด่านเงิน ก็ต้องจ่ายเงินเพื่อนำมันมานั่นเอง ดังนั้นจึงทำนายได้ว่า คนคนนี้ จะต้องเสียเงินเพื่อซื้อสิ่งที่ชอบ! นั่นเองค่ะ

แต่สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือ คนคนนั้น ท้ายที่สุดแล้วเขาจะตัดสินใจ “ซื้อ” จริงหรือเปล่า! เพราะการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ตัวคนผู้นั้นเอง

เอาล่ะนอกเรื่องกันไปละ ทีนี้เราจะมาเข้าเรื่อง

ความชอบมันสามารถบ่งบอกชะตาชีวิตคนได้นะคะ
และแน่นอนมันมีที่มา

อย่างเช่นเราเลย เพราะไม่มีตัวอย่างอื่นให้คิด
เราชอบโลกจินตนาการมาก อะไรที่มันสวยงามและแฟนตาซี และมันไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราจะสามารถอยู่ด้วยอย่างสบายใจได้

มันมีที่มาเพราะ เราไม่สบายใจและไม่มีความสุขเวลาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั่นเอง
ทีนี้พอจะเข้าใจหลักขึ้นมาคร่าว ๆ หรือยัง

ถ้าคิดต่อไปอีก มันก็จะเจอ เจอ เจอ อะไรที่มัน Deep ขึ้นเรื่อย ๆ
อารมณ์เหมือนวิชาเคมีนั่นแหละ ที่ลงไปลึกสุดก็จะเจออะตอมใช่ปะ

เหมือนกัน ความรู้แห่งสรรพสิ่งก็เป็นอย่างนั้นแหละ


รางวัลของพระเจ้าแก่ผู้ที่สำนึกบุญคุณ


เราเชื่อนะว่าพระเจ้าแกจะให้ความยุติธรรม คือเรามีปมอยู่อย่างนึง เรื่องนี้ใคร ๆ ก็รู้เลย ไม่ใช่ความลับอะไร เพราะอยากจะบอกว่า มันไม่มีหรอกความสิ้นหวังบนโลกนี้อะ คือ การเป็นผู้ถูกปกป้องค่ะ

เราเนี่ยเป็นเด็กที่ถูกทิ้งขว้างมากกกกกก Survive ชีวิตมาด้วยตัวเองตลอด ไม่มีหรอกพระเอกขี่ม้าขาว มีแต่เพื่อนในจินตนาการ คุยกับเพื่อนในจินตนาการ หัวเราะกับเพื่อนในจินตนาการตลอด จนคนชอบหาว่าบ้า ดังนั้นเราจึงเป็นคนที่แข็งแกร่งในระดับนึง ถึงแม้จะอยู่คนเดียวก็ไม่หวั่น ไม่ท้อ ไม่กลัว พร้อมชนกับทุกปัญหา ไม่มีผู้ใหญ่ ลุยเอง! รับผิดชอบเอง! โดนด่าเอง! ทุกอย่าง น้อมรับ!!

เราเป็นผู้หญิงที่ไม่กลัวอะไรเลย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร ไม่ง้อใคร อยากเลิกคบ อยากเกลียดก็เชิญ ตามสบาย เราจึงไม่รู้จักความรู้สึกของการเป็นผู้ถูกปกป้องค่ะ เพราะไม่เคยมีใครปกป้อง หรือช่วยเหลือเราสักคนเวลาที่เราลำบากหรือคับขัน เราผ่านมันมาด้วยตัวเองหมด! (ก็คงมีพระเจ้ากับเทวทูตช่วยลุ้นอยู่ข้าง ๆ)

แล้วเราจำได้ทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ในอดีต ว่าปัจจุบันนี้! พระเจ้าให้รางวัลอะไรเราไปแล้วบ้าง!! หลังจากที่เราประสบกับเรื่องบัดซบในชีวิตมา

และมีเรื่องนี้ที่มันติดคาอยู่ในใจเรา ลืมไม่เคยลง และพระเจ้ายังไม่เคยให้รางวัลอะไรเราเลย

จนกระทั่ง..... เราเจอโคโตมิจังกับนัตสึมิจัง พระผู้ช่วยในคราบมนุษย์ค่ะ!!

สองคนนี้ทำให้เรารู้ ทำให้เราเข้าใจ มองเห็นว่า ความรู้สึกของคนที่มืดแปดด้าน แล้วมีใยแมงมุมเส้นหนึ่ง หรือแสงสว่างขึ้นมาจุดหนึ่งขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกซาบซึ้งที่ลึกล้ำมากแค่ไหน

มันอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก ความรู้สึกที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้นอกจากคอยเวลา คอยให้คนมาพยุงตัวเองขึ้นไป มันเป็นความรู้สึกอัปยศเป็นอย่างยิ่ง ทว่าในขณะเดียวกัน มันซาบซึ้งมาก มากเสียจนไม่กล้าคิดว่า คนอย่างเรามีคุณค่าให้คนอื่นมอง หรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยหรือ

และเราก็ไม่กล้าคิดต่อไปอีกว่า สักวัน บุคคลที่พระเจ้าให้รางวัลแก่อดีตที่ถูกทิ้งขว้างของเราจะมาในรูปแบบของคู่ชีวิตหรือเปล่า

เขาอาจจะเป็นคู่กรรมที่ทำให้เราต้องทนทุกข์ยิ่งกว่าเดิมอีกก็เป็นได้ แต่เราก็ไม่อยากจะคิดเช่นนั้น เราอยากจะมีความหวัง... ว่าความทุกข์ ความเจ็บปวดทรมานทางจิตใจที่ถูกเหยียบย่ำมาตลอดชีวิตของเรา สักวันหนึ่งพระเจ้าจะชดเชยให้ด้วยการถูกใครสักคนปกป้อง

สิ่งไร้สาระ


ศาสนาเรามีข้อบัญญัติที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คืออย่าทำเรื่องไร้สาระ อย่าหมดเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เพราะชีวิตมันสั้น ต้องขยันทำความดีให้มาก ไม่อย่างนั้นวันพิพากษา จะเสียใจเพราะไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกแล้ว

เราเองก็รู้สึกผิดอยู่ตลอดที่ด้วยความที่เป็นเด็กที่เกิดในยุคปัจจุบัน ทุกอย่างมันมีให้ดูเพียงหน้าจอเดียว
เราเคยคิดว่า การที่เราดูอนิเมะ อ่านมังงะ เล่นเกม ฟังเพลง มันเป็นสิ่งไร้สาระที่ศาสนาไม่สนับสนุนให้ทำ
แต่เมื่อโตขึ้น เรากลับพบว่า ทุก ๆ สิ่งที่เราเสพมา อ่านมา ดูมา ทุกอย่างมันเป็นครูให้กับเรา เรารู้มากยิ่งกว่าคนที่ไม่อ่านหรือเสพสิ่งของพวกนี้เลยเสียอีก นอกจากเราจะได้ทั้งภาษาญี่ปุ่น เรายังได้ทั้งปรัชญาและรับรู้เรื่องต่าง ๆ บนโลกทั้งดีและไม่ดี หูตากว้างไกล ได้รับรู้ ได้ยินตำนานเรื่องเล่า ความรู้มากมายที่อยู่บนโลก คนญี่ปุ่นได้นำสิ่งเหล่านั้นมาบรรจุอยู่ในเรื่องราวที่พวกเขาแต่ง

และเราก็รู้อีกด้วยว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับความสามารถนี้ เพราะเราได้พบปะกับคนที่ชอบอนิเมะ อ่านและดูมามากพอ ๆ กับเรา ทว่าเขากลับไม่มีความรู้มากขนาดเรา

อย่างการพนัน การดื่มเหล้าเคล้านารี ที่เป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนา เราก็ได้รับรู้ว่าการทำอย่างนั้นมันรู้สึกอย่างไรผ่านเกมที่เราได้รับบทเล่นเป็นตัวเอก โดยที่ตัวจริง ๆ ของเราไม่เคยได้รับบาปเพราะสิ่งเหล่านั้นอย่างจริง ๆ เลย

อย่างการฟังเพลง เราซึ่งมีหูที่ดีมากมาตั้งแต่เกิด การฟังเพลงทำให้เราได้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีและรู้จักความรู้สึกมากมาย

แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เรียกว่าไร้สาระในนิยามความหมายที่ถูกต้องเป็นเช่นไรกันแน่ มันไม่ได้หมายถึงตัวสิ่งสิ่งนั้นจริง ๆ ทว่ามันหมายถึงสารที่ผู้รับสารระดับปัจเจกบุคคลไม่จำเป็นต้องได้รับ ถึงเสพไปก็ไม่ได้อะไร ไม่ได้รู้อะไรเพิ่ม ไม่ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจากสิ่งสิ่งนั้นเลยต่างหาก ใช่หรือไม่

ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงและปัจเจกบุคคลอยู่ดี พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเรื่องของคนคนนั้นกับพระเจ้า ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ไม่มีใครสามารถตัดสินใครได้


วรรณกรรมที่รัก


เวลาที่เราเจอวรรณกรรมเรื่องดี ๆ สักเรื่อง แล้วเราอ่านมันจนจบ ความรู้สึกโหวงก็จะเข้ามาแทนที่ความรู้สึกที่ได้เติมเต็มในระหว่างที่อ่าน

ไฉนชีวิตจึงไม่ได้สนุกเฉกเช่นที่เราได้อ่านเรื่องราวเหล่านั้นกันหนอ

จินตนาการของเหล่านักเขียน ช่างวิเศษมากเหลือเกิน

ว่าแต่ถ้าเราอยากมีเวลาว่างเขียนนิยาย อ่านนิยายเยอะ ๆ เราควรจะทำงานอะไรดี 

ทำไมเราจึงรักแวนด์กับเซวีน่าขนาดนั้น คำตอบมันก็อยู่ตรงนี้เอง

เราแค่อยากเป็นอิสระ

มนุษย์ทุกคนต้องการอิสระ ดังนั้นจึงมีวงการบันเทิง

ถึงแม้จะเป็นภาพมายา แต่ผู้คนก็ได้มีความสุข

ความสุขก็คือความสุข ไม่มีของแท้หรือของปลอม 

ไม่ว่าอดีตจะขมขื่นสักเพียงไร เมื่อนึกย้อนกลับไปมันก็ยังคงเป็นภาพที่ชวนคิดถึง

ที่บอกว่าเกลียดชีวิตอดีตนักหนา แต่เมื่อมองดู มันก็ย่อมต้องมีสักภาพที่ประทับรอยยิ้มลงบนแผ่นฟิล์มหรือหน้าจอ

พระเจ้าปลอบขวัญบ่าวของพระองค์ด้วยการทำให้ตระหนักรู้ว่า แท้จริงปัจจุบันที่โหดร้าย ในท้ายที่สุดมันก็จะเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่ยังคงแล่นอยู่ในใจของเราในอนาคต

คิดอย่างมีทุกข์ ก็จะจมปลักอยู่กับอดีต โทษทุกสิ่งในปัจจุบัน และอนาคตเป็นเพียงหมอกควันมายาที่รางเลือน
คิดอย่างมีสุข ทั้งอดีตปัจจุบันอนาคตก็จะเป็นโคมระย้าที่สว่างไสว

โคมระย้ายังเป็นได้ ไหนเลยจะกล่าวถึงพระอาทิตย์ แม้แต่พระอาทิตย์ เราก็เป็นได้ หากใจของเรานั้นเป็นสุข

ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใด นอกจากตนเองและพระเจ้า

พระเจ้านั้นย่อมรักและเมตตาเราเสมอ แต่ตัวเราเอง ตัวเองนั้นรักตัวเองเท่าที่ควรจะเป็นหรือยัง จึงได้เรียกร้องหาความสุขจากสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากตนเองและพระเจ้า การลืมพระเจ้าก็เท่ากับลืมตนเองไป และการลืมตนเองก็เท่ากับการลืมพระเจ้า มันจะมีสิ่งใดที่น่าเศร้ามากไปกว่าไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณ

เพราะโลกใบนี้ เพราะสิ่งที่ฉายผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า นั้นคือละครฉากหนึ่งเพียงเท่านั้น



โลกอันสมบูรณ์แบบ


เรานับถือและยกย่องบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ที่มีความพยายามและไม่ย่อท้อที่จะสร้างโลกที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา พวกเขาช่างมีปณิธานอันแรงกล้าและยิ่งใหญ่มากจริง ๆ

อย่างสวนสนุกทั้งหลาย ภาพฉายโฮโลแกรม เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของจริงของมนุษย์สัมผัส ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าทึ่ง รูป รส กลิ่น เสียง เหล่านี้ได้ก้าวข้ามความเป็นจริงที่สามารถรับรู้ได้ จาก 1 สามารถเพิ่มเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพันได้ด้วยปัญญาของมนุษย์

ทว่า ไม่ว่าจะพยายามมากเท่าไร สุดท้ายแล้วสิ่งของพวกนั้น กลับเป็นความสุขชั่วคราวไปเสียทั้งสิ้น
ไม่มีสิ่งใดที่คงทนถาวรเหมือนกับในชีวิตจริงเลย

อยากสร้างให้ตัวเองสวย อยากให้เก่ง อยากให้ใช้เวทมตร์ได้ ทำได้ ปรับแต่งได้ทุกอย่าง เพียงแต่เงื่อนไขของมันทั้งหมดคืออยู่ภายในหน้าจอ

บรรดาเมืองที่สวยงาม สุดท้ายเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุด ก็มีอยู่แต่ในเพียงภาพวาดและเรื่องเล่าเท่านั้น
นี่คือสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าอยากให้มนุษย์ตระหนัก ว่ามนุษย์ไม่สามารถก้าวข้ามโลกแห่งอุดมคติและโลกแห่งความเป็นจริงได้

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่โลกนี้ แต่เป็นการได้เห็นสวรรค์อยู่ใกล้แค่เอื้อมทว่าไม่สามารถคว้ามันมาได้ต่างหาก
ทำอะไรไม่ได้เลย มนุษย์ไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น ต่อให้ตั้งใจ ทุ่มทุน ทุ่มทุกอย่างสร้างเพื่อมัน สุดท้ายก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกตราหน้าว่า “เรื่องแต่ง”
มันไม่น่าเจ็บปวดไปหน่อยหรือ

อย่างว่าอะ เราก็แค่อยู่ของเราไป เกิดมาแล้วเงื่อนไขด้อยกว่าคนอื่นแล้วไง ? ไม่รวย ไม่สวย พ่อแม่ไม่ได้มีหน้ามีตา ตระกูลไม่ได้ดัง โอกาสอะไรก็ไม่มี แต่เราแทบไม่รู้สึกว่าเราไม่ปลอดภัย เพราะอะไรมันจะเกิดมันก็คือเกิด คือถ้าคุณเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้นะ มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ

คุณลองไปศึกษาพวกคดีฆาตกรรม หรือพวกคดี ๆ ที่คนตาย ๆ กันอะ อุบัติเหตุหรืออะไรก็ได้ อยากให้ลองดู ว่าคนที่ตายเพราะของแบบนี้ เขาเป็นแบบไหน มีเงื่อนไขอะไรที่เหมือนกัน จากที่เราสังเกต เราไม่เห็นด้วยกับคำที่ว่า “ตายก่อนวัยอันควร”

เอาง่าย ๆ เลยนะ อย่างพวกบุคคลดัง ๆ ที่มีอิทธิพลกับโลกมาก ทำไมถึงตายเร็วกันทั้งนั้น บางคนตายตอนจุดพีกของชีวิต บางคนชีวิตพีก ๆ อยู่โค่นล้มลงมา บางคนถุยตลอดชีวิตแต่พอตายดันได้กลายเป็นปูชนียบุคคล อะไรแบบนี้ก็ได้

บางคนอยู่ดี ๆ กำลังสร้างผลงานชิ้นเอกให้โลกเลย แต่โรคดันกำเริบ ตายทั้ง ๆ ที่คนกำลังสรรเสริญก็มี

ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น ?
นอกเหนือจากการฆ่าตัวตาย ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย
เพราะการเลือกฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่มนุษย์คนนั้นได้เลือกเองอย่างแท้จริง
จะกล่าวไปเรื่องความตาย ๆ อะไรนี่ มันเป็นบ่วงต้องคำสาปนะ ยิ่งคนฆ่าตัวตายเยอะ สถานที่นั้นก็จะเหมือนกับค่อย ๆ ถูกสาปอะ ไม่เหมือนกับคนที่ตายนอกเหนือเจตนาของตัวเอง

พระเจ้ามีความรู้สึกค่ะ แกโกรธเป็น ดีใจเป็น เสียใจเป็น มีความสุขเป็น มีความทุกข์เป็น
แล้วรู้ได้ยังไงอะว่าพระเจ้ามีความรู้สึก?

ง่าย ๆ เลยนะ ศาสนาพุทธก็มีบอก เรื่องกฎแห่งกรรมอะไรพวกนี้

คือความรู้เรื่องพระเจ้าเนี่ย มันเป็นความรู้ที่ ถ้าคุณรู้จักเขาแล้ว คำตอบมันจะหลั่งไหลเข้าสู่สมองคุณเองแบบที่คุณแทบไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วมันเป็นความรู้ที่ไม่ใช่แค่เรื่องศาสนาไง มันเป็นทุกอย่าง ทุกอย่างจริง ๆ อะ เป็น cheat ที่โกงยิ่งกว่า motherlode 

แกน่ารักกก จริง ๆ แต่ก็นะ ถ้ารู้จักแบบผิด ๆ อย่างเช่นต้องบน ต้องนู่นนี่นั่น อันนี้ผิดคอนเซปต์พระเจ้าละ อันนั้นมันไปคอนเซปต์ภูตผีละ

พระเจ้าจริงต้องไม่ลำเอียง และไม่ต้องการอะไรจากมนุษย์ค่ะ ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาหรืออะไรเลย คุณจะนับถืออะไร พระเจ้าก็องค์เดียวกันแหละ แต่ถ้าคุณยังเข้าใจคอนเซปต์ของพระเจ้าว่าเป็นตัวตนตัวตนนึง ที่ถูกจำกัดให้เป็นของสูง คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจเลยว่าจริง ๆ แล้วพระเจ้าคืออะไรกันแน่

พระเจ้าบอก จะหยามฉันก็หยามไป เพราะมนุษย์ไม่สามารถทำอะไรฉันได้อยู่แล้ว

ตรรกะมันเหมือนกับ อืม คนสร้างหุ่นยนต์อะ หรือสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมางี้

แต่ถ้ามนุษย์จะทำร้ายแกได้ ก็คงเป็นแค่เรื่องของความรู้สึก

ถ้าแกโกรธจริง ๆ แกก็จะลงโทษแบบเหมา ๆ เช่นปอมเปอี อะไรแบบนี้

คืออยากให้เข้าใจว่า พระเจ้าไม่ใช่ความเชื่อนะ ศาสนาไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์เลย บอกให้ศึกษาเยอะ ๆ ด้วยซ้ำ
เราว่าคนที่ขี้โกงจริงคือคนที่มีความรู้ด้านนี้เยอะ ๆ นี่แหละ ถ้ารู้ทั้งศาสนา รู้ทั้งวิทยาศาสตร์ อื้อหือ ไร้เทียมทาน

ไม่มีใครมั่นใจว่าตัวเองจะได้เข้าสวรรค์ ถูกไหม? แต่ถ้าหากมองในมุมพระเจ้า การมอบสวรรค์ให้คนผู้หนึ่งมันง่ายนิดเดียว ถ้าเรามองจากเรื่องเล่าต่าง ๆ ของบรรดาศาสนทูต เงื่อนไขของการได้เข้าสวรรค์นั้นช่างเล็กจ้อย เรียบง่าย เพราะความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์นั้นมันช่างยิ่งใหญ่และไร้เงื่อนไขใด ๆ

หากเรารู้ตัวว่าพระเจ้ารักเรามากแค่ไหน และเช่นเดียวกัน หากเรารักพระเจ้าตอบอย่างไร้เงื่อนไข เหตุใดเล่าพระเจ้าจึงจะไม่มอบสวรรค์ให้แก่เรา ?

เพราะฉะนั้น ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่าตัวเองจะได้เข้าสวรรค์ เพราะการที่คิดเช่นนี้ มันจะทำให้เราอยู่ในเงื่อนไขที่ว่า หากเราเป็นชาวสวรรค์ พระเจ้าก็ต้องรักเรา ดังนั้น เราจะขาดความรักที่มีต่อพระเจ้าไม่ได้ ถ้าหากเรารักพระเจ้าจริง เราก็จะต้องไม่อยากทำให้พระเจ้าผิดหวัง จริงไหมคะ ?

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากเรารักพ่อแม่ รักคนที่รักเราอย่างไร้เงื่อนไข เราอยากจะทำให้เขามีความทุกข์เหรอ ? เราสามารถเห็นเขาเสียใจเพราะเราได้เหรอ ?

แน่นอนว่าเราน้อยใจสารพัดในเงื่อนไขที่เราได้รับยามที่เราเกิดมา ทว่าเราก็ได้รับรู้ว่าพระเจ้าเองก็เสียใจและรู้สึกผิดต่อเรา การปลอบประโลมต่าง ๆ หลังจากการทดสอบนั้นจึงมาเพื่อให้เราได้รู้ว่า สิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่โหดร้ายเหล่านั้น มีเพื่อให้เราได้เติบโตเป็นมนุษย์ที่มีความเห็นอกเห็นใจ มีจิตใจที่อ่อนโยนอ่อนน้อม และเข้าใจว่าชีวิตนี้มีไว้เพื่ออะไร

เรารู้ว่าตนเองนั้นมีปัญญาที่ดี ทว่าพระเจ้านั้นกลับรู้ยิ่งกว่าว่าปัญญาของเรานั้นดีขนาดไหน

ความลับไม่มีอยู่บนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความลับของพระเจ้า
พระเจ้าจะให้ผู้ที่แสวงหา ได้รู้ ได้ตระหนักผ่านปัญญาของคนผู้นั้น

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า หากต้องการจะมีชีวิตที่สมบูรณ์อย่างแท้จริงในโลกนี้ เราต้องเป็นทุกอย่าง ต้องรับทุกอย่าง และต้องฝ่าฟันทุกอย่างไปจนถึงวาระสุดท้าย วินาทีสุดท้ายที่พระเจ้ามอบเวลามาให้เท่านั้น

ไม่ว่าเราจะรู้สึกอะไร เราจะคิดอย่างไร ทั้งหมดนั้นมันคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เรารู้จัก

สิ่งที่เราควรทำ มีเพียงการเลือกเท่านั้น
การตัดสินใจคืออิสระเพียงหนึ่งเดียวของมนุษย์

และพระเจ้าได้บอกไว้หมดแล้ว ว่าโลกนี้มีอยู่สองทางเลือก
คือความดีและความชั่ว

ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ชัดเจนหรอก แต่ปัญญาของคนผู้นั้นจะเป็นทางนำ

เลือกที่จะอยู่กับความอยาก หรือเลือกที่จะอยู่กับความอิ่ม
มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ และทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด มีเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่าง นั่นคือปัญญา



Individual


เราเชื่อนะ ลึก ๆ แล้วเราเชื่อมาตลอดตั้งแต่ที่เราจำความได้นั่นแหละ ว่าตัวเองไม่ธรรมดา ตัวเองไม่ใช่ และไม่มีวันเป็นของไร้ค่า

เพียงแต่น้ำกัดเซาะหินทุกวันมันยังกร่อน ประสาอะไรกับคนที่มีจิตใจอ่อนไหวละเอียดอ่อนโยนแบบเราเล่า เมื่อโดนคำพูดเยาะเย้ยถากถาง ดูถูกต่าง ๆ นานาของเหล่าบุคคลที่มีจิตใจสกปรก ความเชื่อมั่นนั้นก็ย่อมค่อย ๆ ถูกกัดกินไปเป็นธรรมดา

แต่เพชร ไม่ว่ามันจะอยู่ในสภาพเช่นไรมันก็คือเพชร ไม่ว่ามันจะไปตกอยู่ที่ไหน ตกอยู่ในมือใคร มีสถานะเป็นเช่นไรในสายตาผู้คนก็แล้วแต่ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงที่มันคือเพชรได้
และตัวเราก็เป็นเช่นนั้น

เราไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าใครจะคิดกับเรายังไง ใครจะว่าเราบ้า หลงตัวเอง อวดดีก็แล้วแต่ นั่นมันปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน ตราบใดที่เราไม่เคยไปสร้างปัญหาให้คุณ ปัญหาที่เกิดจากคุณมันก็ย่อมต้องย้อนกลับไปสู่ตัวคุณเอง

เราจะเป็นตัวของเราแบบนี้ เราจะมีอุดมคติแบบนี้ เราจะคิดอย่างโลกสวยและอยู่ในจินตนาการแบบนี้ แล้วมันจะทำไม มันไปหนักหัวใคร

เราจำเป็นต้องแคร์ใครที่ไม่ได้ให้มิตรภาพ ให้ความรักกับเราด้วย ?

นอกจากบรรดาเพื่อนสนิทที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ฝ่าฟันความยากลำบากมาด้วยกัน ทะเลาะกันมามากมายจนเติบโตเป็นผู้เป็นคนมาถึงวันนี้ และครอบครัวที่ไม่มีวันตัดขาด ไม่ว่าจะครอบครัวที่เราเกิดมา หรือครอบครัวที่เราจะสร้างขึ้นมาเองในอนาคต นอกจากคนเหล่านี้แล้วเราก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องไปสนใจคำพูดหรือคำว่าร้ายจากคนอื่นเลยจริง ๆ

คนที่มีอุดมคติและมีความเชื่อมั่น กับคนที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความสกปรกโสมมอยู่ในหัวใจ คุณคิดว่าคนแบบไหนเล่าที่พระเจ้าจะรักมากกว่า ?

เพราะโลกนี้ไม่มีความเท่าเทียม แต่มีความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่แสวงหาทุกคน เพราะคุณสมบัติที่มีอยู่บนโลกนี้มันคือของปลอมทั้งสิ้น

ชีวิตในฝันของเรา เราคิดว่าเราสมควรได้รับมันก่อนตาย เพราะเรายอมเสียสละทุกอย่าง เราสามารถ Sacrifice ความรู้สึกของตัวเองและทุก ๆ อย่างที่มีอยู่ ในหนทางที่ถูกต้องเพื่อคว้าสิ่งเหล่านี้มาให้ได้ แม้ว่าจะยังอยู่บนโลกเส็งเคร็งนี่ก็ตามที

1. บ้านที่สวยงามและอบอุ่น เต็มไปด้วยศิลปะ มันก็คือปราสาทของเจ้าหญิง ที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมใด ๆ ทั้งสิ้นเข้ามาเจือปน 

2. เวลาที่มีมากมายเพื่อให้เราสามารถเสพศิลปะและจมอยู่กับความฝันได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีสิ่งแปลกปลอมและสิ่งโสมมใดเข้ามาเจือปน

3. ผู้คนที่เรารักและรักเราด้วยความบริสุทธิ์ใจ ระงับสิ้นซึ่งความโกรธเกลียด และคนเหล่านี้ก็จะต้องได้อยู่ร่วมกับเราอีกในโลกหน้า

เรารู้ เราเข้าใจดียิ่งว่า ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนบนโลกนี้ มันย่อมหนีสิ่งสกปรกไปไม่พ้น เพราะโลกนี้มันคือสิ่งชั่วครั้งชั่วคราว แต่ทำไมเราจึงต้องทิ้งอุดมคติ ทิ้งอุดมการณ์ของตนเองไปเพื่อทำให้จิตใจของตนเองสกปรกไปเช่นเดียวกับสิ่งเหล่านั้นด้วยเล่า

เราอยากมีเงินเพื่อสร้างอาณาจักรของตนเอง เพื่อให้คนที่สมควรจะได้รับสิ่งเหล่านี้ได้รับ เพื่อให้ตนเองได้รับการปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย

เราอยากมีเกียรติเพื่อที่จะได้ไม่มีใครมาดูถูกดูแคลนเรา และยอมรับในความคิดเห็น ไม่เหยียบย่ำความหวังดีของเราอีก ไม่ใช่ว่าเราอยากได้ยศหรือคำสรรเสริญใด เพียงแต่อยากปกป้องเกียรติของตนเองและรักษาเกียรติของบรรดาผู้คนที่สมควรได้รับ

เรารู้ดีว่าชีวิตมันมีขึ้นมีลง มีรวยมีจน มีดีมีชั่ว เพียงแต่ในเมื่อเราเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนงอิสระ แล้วเหตุใดเล่าเราจึงจะเลือกมันไม่ได้

ในเมื่อเราต้องการมันทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เราจึงต้องทำตัวเองให้สมกับที่จะเป็นเจ้าของของสิ่งเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ใครที่พยายามเข้ามาเพื่อทำลายอุดมคติของเรา แน่นอนว่าเขาสามารถทำให้เราลืมมันไปได้ชั่วขณะ แต่เขาไม่มีวันทำลายมันลงไปได้

เรื่องของเรา มีเพียงเรากับพระเจ้าเท่านั้นที่จะลิขิต ไม่มีใครสามารถเข้ามาสั่นคลอนหรือทำให้มันแปดเปื้อนได้ทั้งนั้น ไม่มี

เราไม่ใช่คนเฟรนด์ลี และเราก็ไม่ใช่คนใจร้าย จิตใจเราถูกขัดเกลาให้สามารถเลือกสิ่งที่ดีงามได้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เรามีอาวุธคือปัญญาที่พระเจ้ามอบให้ ไม่มีใครสามารถเอามันไปได้


Enlightenment


รู้สึกว่าสายตากว้างไกลขึ้น เริ่มเห็นขุมทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่และเคยมี...

ช่างดีเสียจริง ที่เราสามารถเลิกจมปลักกับความคิดในแง่ลบได้แล้ว มองเห็นคุณค่าในตัวเองได้เสียที เลิกเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตใคร ขอบคุณในทุก ๆ สิ่งที่เข้ามาในชีวิต 

อันที่จริงแล้ว ชีวิตในอดีตมันก็ไม่ได้สูญเปล่าดอก เพราะมีมันอยู่

เพราะอดีตที่อุบัติขึ้น มันทำให้เราในวันนี้สามารถทะยานขึ้นฟ้าและป่าวประกาศว่า “ฉันผ่านคืนวานอันขมขื่นมาได้อย่างสวยงาม เพราะฉะนั้นคุณจงอย่ายอมแพ้ แล้วจะพบคุณค่าแห่งอดีตอย่างฉัน!”

อายุยี่สิบนี้ เห็นว่าทั้งน้อยและมาก ยิ่งเราค้นพบขุมทรัพย์แห่งปัญญาเร็วเท่าใด ชีวิตของเราก็จะพบความสุขที่แท้จริงเร็วมากขึ้นเท่านั้น

เราเป็นผู้ศรัทธาที่มีความสุข และจะมีความสุขทั้งบนโลกนี้และในโลกหน้า เพราะความสุขที่เราได้มา ย่อมแน่นอน ได้มาจากพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า ขาดบ้างเหลือบ้างย่อมเป็นธรรมดาของชีวิตบนโลกนี้

พระเจ้าสื่อสารกับเราบ่อยมากขึ้น เพราะเราโหยหาพระองค์จากใจจริงมากขึ้นทุกวัน ความรู้สึกว่างเปล่าโหรงเหรงมันค่อย ๆ ถูกเติมเต็มในหัวใจมากขึ้นทุกวัน ตามที่จิตใจของเราได้ปล่อยวางเรื่องราวไว้บนพระหัตถ์ของพระเจ้า หนึ่งเรื่อง สองเรื่อง สามเรื่อง ยิ่งมากเรื่องยิ่งผ่อนคลาย เมื่อเห็นในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ คาดการณ์อนาคตด้วยความหวังและความฝัน

พระเจ้าทรงสรวลให้กับฉัน และพระองค์ก็จะเมตตาฉันมากขึ้น มากขึ้น ในแนวทางที่เหมาะสมกับฉันมากที่สุด เพราะไม่มีผู้ใดรู้จักฉันมากไปกว่าพระองค์อีกแล้ว

บ้าจริง ทุกอย่างไม่ใช่พระเจ้าเลือก แต่เป็นตัวเราเองต่างหากที่เลือก แล้วจะไปตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าได้อย่างไร พระองค์เสียด้วยซ้ำที่คอยเก็บกวาด ช่วยเหลือในสิ่งที่เราพลาดพลั้งทำเรื่องโง่ ๆ ลงไป ความเป็นจริงมันเลวร้ายกว่านั้น เมื่อรู้ว่าผลทุกอย่างที่มันเลวร้ายมันเกิดจากการเลือก การกระทำของเราเอง ทว่าเราก็ยังจะหน้าด้าน โง่เขลา ตาบอด ไปต่อว่าพระเจ้าอีก มนุษย์นี่มันโง่จนถึงที่สุดจริง ๆ




Comments