[VSHRT] 2章 出会い พบ



 ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่พิเศษยิ่งกว่าคืนใด ๆ ที่ผ่านมาในวเชรฌีสโฆฤขะ เนื่องด้วยเป็นวันพิธีจบการศึกษาของสมาชิกรุ่นแรกของสถาบัน อันกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้คือการเปิดตัวสมาชิกรุ่นแรกของสถาบันนั่นเอง แต่พิธีที่สมควรจะน่าเบื่อและเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรูกลับเป็นการเพิ่มปริศนาอีกหนึ่งสิ่งให้แก่สมาชิกทุกคน นั่นคือ
 ‘สมาชิกที่เป็นเผ่าสาขาเดียวกับรุ่นแรกจะได้พบกับรุ่นแรกที่เป็นเผ่าของสาขาตัวเองเท่านั้น’ สิ้นคำประกาศข้อนี้ของท่านผู้อำนวยการในรูปลักษณ์ซาลาแมนเดอร์สีแดง ทุกคนก็ตระหนักได้ถึงความเอาแต่ใจของผู้อำนวยการอีกครั้ง สิ่งที่เธอคนนี้ทำไม่เคยปกติสามัญเลยสักหนเดียว และมันมักจะมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่เสมอ
 ‘จำไว้สมาชิกที่รัก เจ้าจักได้พบหากเจ้าและเขาคือโชคชะตา’ เมื่อจบประโยคนี้ซาลาแมนเดอร์สีแดงก็ได้คลานต้วมเตี้ยมหายลับไปในความมืดของห้องโถงหมู่ดาว

...

 “เจ้าจักได้พบหากเจ้าและเขาคือโชคชะตา รึ” ชายหนุ่มผมสีดำสนิทเอ่ยขึ้นลอย ๆ ขณะที่เงยหน้ามองฟ้า ท่านผู้อำนวยการก็ช่างเลือกเสียจริง คืนนี้เป็นคืนเต็มเดือนที่จันทราส่องสว่างและงดงามมากที่สุด แม้ขณะนี้เขาจะไม่ได้อยู่ในโถงหมู่ดาวซึ่งเป็นเวลากลางคืนตลอดวัน ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องท้องฟ้างามงดที่สุด แต่ยามนี้ข้างนอกโถงเป็นเวลากลางคืนเช่นเดียวกัน เขาคาดว่าคงอยากจะให้สมาชิกมีอารมณ์ร่วมกับการค้นหาสมาชิกรุ่นแรกที่เป็นเผ่าสาขาเดียวกับตนเองกระมัง
 สมาชิกรุ่นแรก... ชายหนุ่มไม่เคยครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เขารู้แต่เพียงว่ามีเผ่าอื่นที่เข้ามาเรียนพร้อมกับเขาอีก 9 ตน ไม่เคยคิดว่าเป็นพรรคพวก หรือคิดจะทำความรู้จักเลย เพราะเขาคิดว่าความสัมพันธ์นั้นนำมาซึ่งความยุ่งยาก อีกทั้งภาระบนบ่าของเขา เขายังไม่พร้อมจะแบ่งเบาให้ใครในตอนนี้
 H ขยับฝักดาบที่เอวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มกำลังใจให้กับตนเอง เขาไม่อยากเจอกับใครทั้งสิ้นโดยเฉพาะเผ่าเดียวกันที่เข้าหาเขาเพียงเพื่อผลประโยชน์... ดวงตาของ H แข็งกร้าวขึ้น ราวกับจะตอบสนองเขา สายลมได้พัดเหล่าใบหญ้าให้ส่งเสียงราวกับกำลังคำรามออกมา
 “เธอเป็นอย่างนี้เสมอเลยนะ H” ซาลาแมนเดอร์สีแดงได้ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้แล้วพูดเสียงกลั้วหัวเราะ เจ้าของชื่อหันมาหาเสียงช้า ๆ แล้วตอบกลับด้วยสีหน้านิ่งสงบ
 “ไม่ต่างกับที่ท่านรักการร่ายเวทมายาแปลงเป็นเผ่าต่าง ๆ นักหรอกขอรับ ท่านผู้อำนวยการ” ชั่วกะพริบตานั้นซาลาแมนเดอร์สีแดงก็ได้คืนสู่รูปมนุษย์ ร่างนั้นเป็นหญิงสาวร่างบางวัยยี่สิบกลาง ๆ ดวงตากลมโต ผมหยักศกสีดำปล่อยสยายมัดปอยเล็ก ๆ ข้างซ้าย เธอหัวเราะร่าถูกใจกับคำแขวะน้อย ๆ ของศิษย์
 “แหม ร่างจริงของฉันมันไม่น่าเชื่อถือนี่นะ” ผู้อำนวยการทำท่าปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า กระโปรง ไหล่ แล้วจับชายกระโปรงถอนสายบัวอย่างขี้เล่นแกมล้อเลียน หลังจากนั้นร่างมนุษย์ได้สลายกลายเป็นผงทรายสีทองละเอียด ปรากฏร่างหมีโคอาลาขึ้นมาแทนตำแหน่ง
 H ถอนหายใจ เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เห็นและรับรู้ถึงร่างจริงของผู้อำนวยการ แสดงว่าเขาได้รับเกียรติในฐานะสมาชิกผู้มีความพิเศษอย่างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเผ่าของเขาซึ่งขึ้นชื่อว่าเจ้าเล่ห์เป็นที่หนึ่ง ไม่น่าจะได้รับสิทธิเช่นนี้เลย เห็นได้ชัดว่ามีผลประโยชน์บางอย่างเข้ามาข้องเกี่ยว เอาเถิด อย่างไรเขาก็ไม่อยากถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าน่ารังเกียจเช่นนั้น ได้รับการปฏิบัติอย่างแตกต่างย่อมเป็นเรื่องดี
 “เช่นนั้นถ้าไม่มีธุระอันใด ผมขอตัว” H โค้งเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ จากนั้นจึงก้าวเดินหายไปใต้แสงจันทร์ ผมดำยาวรวบเป็นหางม้าเป็นอิสระจากฮู้ดที่ปกปิดอยู่เสมอไหวไปมากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวเสมอความมืด

 ณ หอพักสังกัดนักรบ

 H กล่าวบทสวดสั้น ๆ บทหนึ่งก่อนเดินเข้าห้องประจำของตนเอง จากนั้นก่อนปิดประตูลง เขาได้หันหน้าไปทางประตู หลับตาลง กระซิบถ้อยคำบางอย่างแล้วใช้มือลูบบานประตูจนกระทั่งมันปิดสนิท เขาจึงลืมตาขึ้น หันกลับไปและดำเนินกิจวัตรตามปกติ เก็บข้าวของที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ดัวยสีหน้าอันเรียบเฉยราวกับทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ ช่างปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแผก กระทั่งเสียงหริ่ง ๆ ที่ดังเป็นจังหวะอยู่ภายในศีรษะของเขายามนี้ก็ช่างเป็นสิ่งที่ไม่มีอันใดต้องให้ความสนใจอันใด พริบตาหนึ่งเขารู้สึกว่ามีสัมผัสบางอย่างแตะเข้าที่ลำคอของเขา
 “ผะ อะ น่ะ กะ บะ จะ เจอะ……” เสียงแหบแห้งราวกับเปลือกไม้เสียดสีกันบังเอิญกลายเป็นเสียงพูดของคนแว่วตามสายลมแผ่วเบา ทว่า H นั้นได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
 “ไม่ใช่ข้าหรอก ไม่ใช่ข้า และไม่มีทางใช่” เสียงเปลือกไม้นั้นกล่าวถึงเรื่องที่ผู้อำนวยการพูดในวันนี้….. หรือไม่นั้นอยู่ที่ H จะคิด และในสมองของ H ก็มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่คิดออก
 “ตะ แตะ นะ ฟะ…….” เสียงเปลือกไม้แลดูเศร้าสร้อย เศร้าสร้อยที่ H เข้าใจความหมายที่เขากำลังจะบอกแต่กลับปิดหัวใจตัวเองไม่รับรู้สิ่งใดมากไปกว่านั้น
 “ไม่มีแต่ ข้าเคยบอกเจ้าไว้เช่นไร ข้าไม่มีวันพบผู้……” ชั่วขณะที่ H จะกล่าวพยางค์สุดท้าย ได้มีกระแสพลังปราดหนึ่งแล่นเป็นเส้นแนวนอนผ่านสมองของเขาไป
 H รู้ได้ทันทีว่านี่คือสัญญาณแห่งหายนะของตัวเขาเอง มันได้มาถึงแล้ว และครานี้ เขาไม่อาจหลบเลี่ยงมันได้อีก
 ชายหนุ่มนิ่งเงียบ เขาตระหนักดีว่าเขาจำเป็นต้องเดินไปที่ไหนเพื่อสานต่อชะตากรรมนั้นให้เป็นจริง แต่มันช่างขัดกับหัวใจของเขาเสียเหลือเกิน เขาไม่พร้อมที่จะเผชิญอะไรทั้งสิ้น ทั้งคิดว่าไม่มีวันที่จะพร้อม
 H นึกถึงบางสิ่งในชีวิตของเขา จากนั้นจึงตัดสินใจ เดินย้ายตำแหน่งไปยังบานหน้าต่างไม้เวงเก้เพื่อรับชมบางสิ่งที่เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรเพื่อเปนการตอบรับคำเชิญนั้น
 เมื่อสายตาทอดมองออกไปภายนอกหน้าต่าง สิ่งที่เห็นเป็นสิ่งแรกยังคงเป็นนภายามค่ำคืนปราศจากสิ่งแปลกปลอม สีม่วง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีดำกลมกลืนพื้นหลังถูกตัดด้วยเส้นขอบฟ้าบางใส ภายในนั้นกระจายไปด้วยดวงดาวหลากสีสันหลากรูปร่าง แสดงบ่งบอกถึงความเป็นศิลปินของผู้สร้างอันช่างงดงามไร้สิ่งใดเทียม
 ใต้หมู่ดาวเหนือผืนแผ่นดินผู้ให้กำเนิด บนผืนหญ้าสีเขียวชอุ่มซึ่งยามนี้ถูกเจือไปด้วยสีของเงามืด ปรากฏแสงเล็กแสงน้อยรายล้อมดอกไม้ มองเผิน ๆ แล้วก็พานให้เข้าใจว่าคือแสงหิ่งห้อย ทว่าเมื่อเพ่งพินิจดู กลับพบว่ามันคือแสงที่บรรดาภูตน้อยกำเนิดเพื่อสรรเสริญคุณงามความดีให้แก่เด็กสาวผู้หนึ่งซึ่งนั่ง ๆ ยืน ๆ วิ่ง ๆ อยู่ตรงนั้น

 ....เธอคือเทพธิดาตัวน้อย

 ราวกับเป็นหัวหน้าของภูตน้อยแห่งแสงเหล่านั้น ไม่ทราบเหตุใด กายของเธอจึงคล้ายจะมีกลุ่มแสงสีรุ้งอ่อนพาดผ่านทุกครั้งที่เธอหันไปทางนั้นที ทางนี้ที ยามหรี่ตาลงมอง ภาพเลือนรางที่เห็นคือ มีปีกรูปร่างน่ารักน่าเอ็นดูสีอ่อนจางกระพือน้อย ๆ เชื่องช้าอ่อนโยน ทะลุผ่านเสื้อคลุมของสถาบันอยู่บนแผ่นหลังน่าทะนุถนอมของเธอ

 กิริยาขณะนี้ ดูเหมือนว่าเธอจะกำลังพยายามฟื้นฟูดอกหญ้าอยู่
 มิใช่การปลูกดอกไม้ หรือการดูแลดอกไม้แต่ประการใด ทว่าเป็นการฟื้นฟูดอกหญ้า 
 อันดอกหญ้านั้นมักจะมิมีผู้ใดให้ความสำคัญนัก เนื่องจากความเล็กจ้อยและไร้ประโยชน์ของมัน

 .....เธอทำเช่นนั้นไปเพื่ออันใด ?

 H ฉงนใจยิ่งนัก

 แน่นอนว่ามิมีผู้ใดตอบคำถามของเขา

 ระหว่างที่เขาเหม่อลอย ภาพชวนมองเหล่านั้นยังคงปรากฏอยู่ในสายตา หากมิได้หลับตาลงก็จะไม่มีวันหายไป เป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเป็นความจริงอันเที่ยงแท้ยิ่ง
 "นาง......." H ไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองเช่นไร
 เสียงหัวร่อแหบแห้งอันเป็นเอกลักษณ์ของเปลือกไม้แผ่วเบา ละลิ่วตามลมเข้าสู่สมองของชายหนุ่ม
 H ไม่สามารถฝืนใจตนเองมากไปกว่านี้ได้ เขาตอบรับคำเชิญแล้ว หมดหน้าที่จำเป็นของเขาแล้ว ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็พร้อมจะต่อสู้ ด้วยกับความอ่อนแอที่เขามีอยู่นี้เอง
 เขาปิดหน้าต่าง ลงกลอน พื้นที่ทั้งหมดที่ห่อหุ้มตัวเขาไว้ถูกปกคลุมด้วยความมืดในทันทีที่แสงจันทร์ไม่สามารถส่องเข้ามาในห้องได้อีก
 H จุดเทียนเล่มหนึ่ง จากนั้นจึงเข้านอน

....

 เช้าวันต่อมา

 H ยังคงทำกิจวัตรเช่นเดียวกับทุกวัน ไม่มีสิ่งใดพิเศษมากไปกว่าใคร เพียงแต่ว่าเขามีความชอบอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการดูแลและชื่นชมแปลงดอกไฮเพอริคัมในทุก ๆ เช้า ที่แห่งนี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่พักของเขาสักเท่าใด ซึ่งเป็นระยะที่พอเหมาะสำหรับการแวะมาเป็นทางผ่านสำหรับไปทำหน้าที่ของสมาชิกประจำสถาบันวเชรฌีสโฆฤขะได้เป็นอย่างดี แปลงดอกไม้แห่งนี้เป็นของเขาจริง ทว่ามิใช่ของของเขาตลอดไป เขาเพียงยืมพื้นที่ส่วนหนึ่งในสวนพฤกษศาสตร์ของสถาบันเพื่อสร้างสถานที่สำหรับก่อกำเนิดพลังงานดีให้แก่เขาเท่านั้น เพียงข้ามเขตแดนดอกไฮเพอริคัมไปเล็กน้อย บรรดาพรรณไม้เหล่านั้นก็ไม่ใช่ของเขาอีก มีบางครั้งที่เขานึกเวทนาดูแลแปลงเหี่ยวเฉาบางแปลงบ้าง ทว่าท้ายที่สุดแล้วเขาก็มิอาจรับพวกมันมาดูแลเองทั้งหมดได้ จิตใจของเขามิใช่คับแคบ ทว่ามิอาจรับพลังงานและดอกไม้บางดอกนั้นมาเพื่อสร้างเรื่องมากมายให้แก่ตนอีก
 สีเหลืองเรืองรองของดอกไม้สามารถกล่อมเกลาจิตใจของเขาให้สงบในลักษณะหนึ่งซึ่งสิ่งอื่นไม่สามารถให้แก่เขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกไฮเพอริคัมพันธุ์ 'จินซือเหมย' นี้
 มันได้รับความรักความเอาใจใส่จากเขาประหนึ่งดวงใจเสี้ยวหนึ่งของเขาทีเดียว ว่ากันไปแล้วเขามีความหลังลึกซึ้งกับดอกไม้นี้ยิ่งนัก
 แม้จะผ่านพิธีจบการศึกษาแล้ว แต่พวกเขายังคงต้องอยู่ที่นี่อีกสักระยะ เพื่อใช้เวลาขบคิดอย่างดีที่สุดว่าจะนำสิ่งใดออกไปจากที่นี่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการ “ปรับปรุง” โลกที่อยู่ตรงข้ามกับเส้นขอบฟ้าแห่งวเชรฌีสโฆฤขะ
 H ลูบดอกจินซือเหมยดอกหนึ่งอย่างอ่อนโยนด้วยความอาลัยอาวรณ์ จากนั้นจึงหันหลังกลับเพื่อเตรียมเรียนรู้วิชาบทใหม่ต่อไป ทว่าเขากลับสบสายตากับคนผู้หนึ่งเสียก่อน
 คนผู้นั้นมองดูใบหน้าของเขาด้วยสายตาพินิจ เริ่มเอ่ยทักทายกับเขาก่อน
 "ท่านคือรุ่นแรกใช่หรือไม่" H สบตาตอบเขา มิได้สนใจกระไรว่าเขาคือผู้ใด
 "ใช่ ผมเป็น"
 ชายผู้นั้นยิ้มให้แก่ H ด้วยความเป็นมิตร ก้มศีรษะเล็กน้อยทำความเคารพ H เห็นว่าเขาคงไม่มีธุระใดกับตนอีกจึงก้มศีรษะตอบแล้วหันหลังเดินจากไป
 H ก้มสายตาลงมองพื้น ครุ่นคิดถึงเหตุผลที่ชายผู้นั้นมาพบเขา

...

 “คุณ H ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว กระผมค่อนข้างจะเสียดายอยู่บ้าง” ชายชราสวมแว่นตาขุ่นมัว รูปร่างผอมแห้งสูงน้อยกว่า H หนึ่งศีรษะ ทว่าสีหน้าท่าทางกลับคล่องแคล่วอย่างยิ่งเอ่ยเปรยด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์
 H ยิ้มบาง ๆ ตอบคำอำลาของผู้เป็นอาจารย์ของเขา
 “อาจารย์ครับ ผมรู้สึกขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ท่านมอบความรู้หลายสิ่งหลายอย่างให้แก่ผม แม้กระทั่งบางครั้งผมเองยังสงสัยในสิ่งที่ตนเองได้ยิน ว่าผมนั้นเหมาะสมแล้วหรือกับการรับรู้สิ่งเหล่านี้ ผมมีคุณค่าพออย่างนั้นหรือ” H สัมผัสขวดยารูปทรงประหลาดแผ่วเบา ลูบไล้มันอย่างเหม่อลอย ในนั้นไม่มีของเหลวอันใดสะดุดตาเป็นพิเศษ เป็นเพียงของเหลวสีใส ไร้สีไร้กลิ่น ทว่ามีฤทธิ์อันตรายและรุนแรงยิ่ง
 ชายชราหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู มือไพล่หลังเดินจากที่นั่งประจำไปหาขวดรูปทรงประหลาดในมือของ H เขาโน้มตัวลงมองของเหลวนั้นใกล้ ๆ และยื่นนิ้วชี้ออกไปชิดข้างขวด จากนั้นจึงค่อย ๆ ดึงของเหลวนั้นออกมา
 H เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจแต่ก็มิได้กล่าวอันใด


        ‘ที่แท้ผู้เป็นอาจารย์ย่อมมองเห็นบางสิ่งที่ตัวศิษย์เองนั้นไม่เห็น’




 ยามตะวันขึ้นสูง เวลาใกล้มื้อประจำวัน

 “เป็น เป็นแป้งเปียกอันใด!” เสียงโครมตึงตังวุ่นวายดังมาจากมุมหนึ่งในโรงอาหาร เมื่อมองไปก็พบเศษอาหารกองหนึ่งเละเป็นก้อนอยู่บนพื้น ข้าง ๆ นั้นปรากฏสาวน้อยร่างบางบนรถเข็น ขาบอบบาง ลูกตาซ้ายหันไปทางซ้าย ลูกตาขวาหันไปทางขวา ภายใต้เสื้อคลุมหนาใหญ่ประจำสถาบันแห่งนี้ ไม่มีใครเห็นเธอ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเธอคืออัจฉริยะน้อยคานินนั่นเอง
 คานินเป็นเด็กสาวที่พิเศษ เธอไม่สามารถรับรู้สิ่งใดนอกจากความสามารถพิเศษเฉพาะทางของเธอ เธอมองเห็นในสิ่งที่ไม่มีใครเห็น แลกด้วยดวงตาที่มองไม่เห็นในสิ่งที่ผู้อื่นเห็น ลิ้มรสในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจลิ้ม และสูญเสียประสาทสัมผัสที่ผู้อื่นได้รับกันถ้วนหน้าไปทั้งหมด ทั้งยังไม่อาจเคลื่อนย้ายไปที่ใดได้ด้วยความสามารถของตน บนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดถูกใจเธอเลยนอกเสียจากผู้อำนวยการเพียงผู้เดียว
 “เจ้า! เจ้ากลั่นแกล้งข้าใช่หรือไม่” เธอชี้นิ้วไปยังบุคลากรโรงอาหารตนหนึ่งอย่างโกรธเกรี้ยว
 สถาบันแห่งนี้มอบหมายหน้าที่ในการบริการให้กับสิ่งไร้ชีวิตประเภทหนึ่งที่สามารถเดินเหินสื่อสารกับบรรดาสิ่งมีชีวิตได้ ด้วยเหตุเพราะทุกสิ่งมีชีวิตในสถาบันแห่งนี้มีสิทธิในการทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการเล่าเรียนนั่นเอง
 สิ่งไร้ชีวิตตนนั้นแสดงอาการหวาดผวาทั้งสับสนงุนงงผสมปนเปกันไป ไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าเช่นไร เพราะตนทำตามที่หัวหน้าสั่งมาทุกอย่าง อีกทั้งตนยังไม่เคยรู้จักคานินมาก่อน
 “เหตุใดนางถึงมาที่นี่” “หลงทางกระมัง” “หายากแท้ ๆ” เสียงกระซิบกระซาบทุ้มต่ำของบรรดาบุรุษดังเซ็งแซ่ เห็นได้ชัดว่าคานินมาผิดที่เสียแล้ว ทว่าตัวเธอเองนั้นหาได้รู้สึกไม่
 กระนั้นแล้วแม้เธอจะมาผิดฝั่ง เนื่องจากการประสานงานของทางสถาบัน บุคลากรของโรงอาหารฝั่งบุรุษจึงมอบในสิ่งที่ควรมอบให้กับเธอได้อยู่
 “นี่..... นี่มิใช่แป้งเปียก แต่เป็นอาหารที่จัดมาสำหรับท่านในวันนี้” ในที่สุดสิ่งไม่มีชีวิตก็สามารถรวบรวมความกล้าตอบสาวน้อยที่โกรธจัดจนรถเข็นสั่นระริกด้วยเสียงไม่เต็มเสียง เป็นการตอบที่ตรงกับข้อมูลทุกสิ่งที่ตนได้รับมาแล้ว
 เมื่อ [ได้ยิน] ดังนั้นคานินจึงหน้าเปลี่ยนสี “ได้ ได้ ข้า ข้าเข้าใจแล้ว วันนี้เปลี่ยนการทดลองใหม่อีกแล้วรึ เจ้าพวกเวร เจ้าพวกเห็นแก่ตัว ข้าต้องทนอีกแล้วใช่ไหม แค่ข้าวยังกินให้สุขใจไม่ได้!” เหตุใดเสียงของเธอจึงทรงพลังและกึกก้องยิ่งนัก เป็นเพราะทดแทนสิ่งที่เธอมิอาจแสดงออกมาได้ใช่หรือไม่ การได้มาของสิ่งหนึ่งย่อมแลกมาด้วยการขาดหายของสิ่งหนึ่งเสมอ เพราะคานินได้รับหน้าที่ที่ผู้อื่นมิอาจได้รับ ได้รับพรที่ผู้อื่นมิอาจใช้ดวงตามองเห็น เธอจึงแตกต่างและต้องทนกับสารพัดสิ่งเช่นนี้
 เหตุเพราะผู้อำนวยการและทุกคนที่อยู่ที่นี่กับเธอมานานนั้นรู้จักเธอดี จึงอนุญาตเปิดโรงครัวก่อนเวลาและสร้างพื้นที่ให้เธอเป็นพิเศษ ในสถาบันแห่งนี้นั้นมีผู้มีความสามารถพิเศษที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่พิเศษอยู่มากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเธอนั่นเอง คานินผู้ทนทุกข์ และวันนี้เธอก็ยังคงต้องทุกข์สมกับฉายาของเธออยู่
 ระหว่างที่เธอกำลังร้องเรียนกับอาหารของเธอนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินเข้าโถงโรงอาหารมา ชายเสื้อคลุมสีขาวยาวกรอมเท้าที่สมาชิกจำเป็นต้องสวมในยามเรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุ สะบัดไปมาและหยุดนิ่งใกล้ ๆ กับรถเข็นของคานิน
 “เจ้า... เหนื่อยหน่อยนะ” เขาเข้าใจเธอดี... คานินเป็นเพียงหนึ่งในคนจำนวนหนึ่งกำมือที่เขารู้สึกราวกับเป็นคนที่อยู่ในโลกเดียวกัน เดียวดาย... อ้างว้าง เปลี่ยวเหงา ต้องแบกรับความทุกข์ที่มิมีผู้ใดสามารถเข้าใจได้
 คานินหอบหายใจด้วยความกรุ่นโกรธ แขนหนึ่งข้างของเธอกุมหน้าอกแน่น เธอสะบัดหน้าไปทางที่ H ยืนอยู่ ดวงตาอันไร้แววของเธอจ้องเขาอย่างแค้นเคือง เอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ
 “เจ้าไม่ต้องมาเห็นใจข้าหรอก เพราะเจ้านั้นมีทางเลือก แต่ข้าไม่มี! ข้าปลงกับมันมานานแล้ว ไม่ต้องการความเห็นใจจากผู้ใดดอก” เธอปรับลมหายใจของตนเองใหม่แล้วใช้แขนข้างเดียวกันนั้นควบคุมรถเข็นให้ไปยังโรงครัว แน่แท้ว่าเธอไม่รู้หรอกว่าเขาคือใคร แต่ทุกคนที่เธอรู้จักต่างก็ได้รับตัวเลือกมากกว่าเธอทั้งนั้น เขาคนนี้เองก็คงไม่ต่างกัน
 “ข้าทำเสียของแล้ว ไป ข้าจะไปคุยกับพ่อครัวใหม่” เธอละความสนใจจาก H โดยสิ้นเชิง และหันกลับไปสนทนากับสิ่งไม่มีชีวิตที่มาเสิร์ฟอาหารให้กับเธออีกครั้ง จากนั้นจึงค่อย ๆ เข็นรถจากไป
 ‘ข้าช่วยนางแท้ ๆ นะนี่...’ H รำพันกับตนเองในใจ
 อันสถาบันวเชรฌีสโฆฤขะนั้น แยกส่วนที่เป็นชายหญิงอย่างชัดเจน ช่วงหลายวันมานี้ที่เขาพบผู้หญิงติดกันสามคน สำหรับเขาแล้วมันเป็นลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีสักเท่าใด เพราะการพบสิ่งที่ไม่สมควรจะพบ แน่นอนว่ามันคือสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า เขาไม่รู้ว่าเหตุใดคานินจึงหลงทิศมาถึงที่นี่ได้ ปรกติแล้วผู้ดูแลของเธอจะไม่เคยห่างเธอเลย

 ‘ช่างเถิด’ H คิด



---

今宵は、ヴァシェルシーズ・コーリカにおいて、かつてないほど特別な夜だった。なぜなら、今日は学院の第一期生の卒業式であり、その記念すべき日には第一期生が初めて学院の正式メンバーとしてお披露目されることになっていたからだ。しかし、本来なら退屈で華やかな言葉だけが並ぶはずの式典は、一つの謎めいた言葉によってメンバー全員をさらなる疑問へと誘った。それは、

「第一期生の中でも、自分と同じ種族の先輩にのみ会うことが許される」

赤いサラマンダーの姿をした学院長がこの言葉を告げ終えた途端、メンバーたちは改めて彼女の気まぐれさを思い知るのだった。彼女がやることなすこと、決して平凡でも普通でもない。それはいつも、何か深い意味が隠されている。

「愛しきメンバーたちよ、覚えておきなさい。汝と彼が運命であるならば、必ずや巡り会えるだろう」

その言葉を残し、赤いサラマンダーは星々の煌めくホールの闇の中へと、ゆっくり這い去っていった――。

......

「『汝と彼が運命であるならば、必ずや巡り会える』、か……」

漆黒の髪の青年がぽつりと呟きながら空を仰ぐ。学院長もまた随分と粋な計らいをしたものだ。今夜は満月の夜、月はこれ以上ないほど明るく、美しく輝いている。彼は今、常に夜である星々のホールにはいなかった。星々のホールは最も美しい夜空で知られる場所だが、その外でも今は夜だ。おそらく学院長は、第一期生を探すこの趣向に、メンバーたちを浸らせたかったのだろう。

第一期生か……青年はこれまで一度も深く考えたことがなかった。ただ自分と同時に入学した別種族の9人がいることは知っていたが、仲間だとは思わなかったし、知ろうとも思わなかった。人との関係性は面倒ごとをもたらすだけだと思っていたからだ。ましてや彼には背負っている重荷がある。まだ誰かと分かち合う余裕などない。

Hは腰に佩いた剣の鞘を軽く動かし、自分自身に気合を入れ直した。彼は誰とも、特に同族の者とは会いたくなかった。彼らは利益のためだけに近づいてくるのだから……。そう考えるとHの瞳が冷たく険しくなった。まるで彼の感情に呼応するかのように、吹き抜ける風が草葉を揺らし、まるで唸り声のような音を立てた。

「相変わらずねぇ、H」

赤いサラマンダーが茂みから現れ、笑いを含んだ声でそう言った。その声に振り返った彼は、静かで穏やかな表情で答える。

「学院長もまた、相変わらず他種族に変身する幻術がお好きなようでございますね」

その言葉を聞くや否や、赤いサラマンダーの姿は一瞬にして人間の姿に戻った。現れたのは二十代半ばの華奢な女性、大きく丸い瞳と黒い巻き髪をふわりと下ろし、左側の髪の一房だけ小さく結んでいた。彼女は弟子の軽い皮肉に満足げな笑みをこぼした。

「だって、本当の姿じゃ説得力がないんだもの」

学院長は服やスカート、肩を軽く叩いて埃を払い、冗談めいた優雅さでスカートの裾をつまんでおどけたお辞儀をすると、そのまま人間の姿は金色の砂のように崩れ去り、新たにコアラの姿となった。

Hは小さく溜息をついた。彼は学院長の本当の姿を見て知っている数少ない一人だ。つまり彼は特別なメンバーとして認められ、名誉ある立場を与えられていることになる。だが彼の属する種族は本来、狡猾で有名な種族であるため、このような特権を与えられるなど本来あり得ないことだった。明らかに何らかの思惑があるに違いない。まあ、いいだろう。彼自身、忌まわしい種族の一員として数えられたくはないのだ。他とは違った待遇を受けるのは、むしろ好都合だった。

「では、特に御用がなければ、失礼いたします」

Hは軽く会釈して、月明かりの中へと歩き去っていった。常にフードで隠されていた長い黒髪のポニーテールが、闇夜と一体となって風になびいていた――。


---

『戦士寮にて』

 Hは短い祈りを口ずさむと、自室へ足を踏み入れた。扉を閉める前に彼は扉の方を向き、目を閉じて何かをそっと囁き、手を扉の表面に滑らせた。扉が完全に閉じ切ると、彼はようやく目を開け、いつも通りの習慣を始めた。散らばった荷物を表情一つ変えず整頓していく。すべては日常であり、何一つ異常なことはない――そう、今も彼の頭の中で規則的に響く虫の音さえ、特別気に留めるほどのことでもなかった。

 一瞬、首筋に何かが触れたような感覚があった。

「お……まえ……が、で、あ……う……」

木の皮が擦れ合うような掠れた声が、偶然にも人の言葉に変じて風に紛れて耳に届く。だが、Hはその言葉をはっきりと聞き取っていた。

「私ではない。私ではないし、その可能性も絶対にない……」

その木の皮のような声が言っているのは、おそらく学院長が今日口にしたあの話のことだろう。いや、それをどう捉えるかはH次第だったが、彼の頭の中に浮かんだのはそれだけだった。

「ふ……れ……て、は……」

声は悲しげだった。Hがその意味を理解しつつも、それ以上の何かを受け入れまいと心を閉ざしていることに悲しんでいるかのようだった。

「だが、も、何もない。私は以前から言っている……私が誰かと出会うことなどあり得――」

Hが最後の一語を口にしかけたその瞬間、一筋の強力なエネルギーが彼の頭の中を横切った。

Hは即座に悟った。これは自身に降りかかる破滅の兆しだ。それがついに訪れ、今回はもう逃れる術がないということを。

青年は沈黙した。彼には、この運命を現実のものにするためにどこへ行くべきかがわかっていた。だがそれはあまりにも彼の心に反するものだった。彼は何かに立ち向かう準備などできていないし、この先も決して準備が整うことはないだろうと思った。

Hは人生のある場面を思い浮かべ、それから決心して、部屋のウェンゲ材の窓辺に近寄った。何かを目にすることで、この招きに応えるためだったが、それが何なのか彼自身にも定かではなかった。

窓の外に視線を移すと、最初に目に入ったのはやはり、余計なものが一切ない純粋な夜空だった。紫、藍、青、黒が美しく溶け合った背景には薄い水平線が引かれ、色とりどりの星々がまるで芸術家が描いたように散りばめられていた。まさに創造主の芸術的な美を完璧に表現した光景だった。

星々の下、命を生み出す大地の上には青々とした草原が闇の色を纏い、花々を囲むように小さな光が揺らめいていた。一見すると蛍の光のようにも見えたが、じっと目を凝らせば、それらが一人の少女を讃えるために生まれた小さな妖精たちの光であることがわかる。その少女はその場で座ったり、立ったり、走ったりを繰り返していた――。

---

『……彼女は小さな女神』

まるで小さな光の妖精たちを統べる女神であるかのように、彼女の身体は不思議と虹色の光に覆われていた。彼女があちらこちらへと身体を動かすたびに、その淡い光が優しく揺れる。目を細めてよく見ると、薄く愛らしい翼がゆっくりと、穏やかに彼女の背中で羽ばたいているのが見える。その繊細な翼は学院の制服を透過しているようにすら見えた。

彼女は今、野に咲く草花を蘇らせようとしているようだった。
それは花を植えたり、花の世話をしたりする行為とは違っていた。彼女がしているのは、ただ野に咲く雑草を蘇らせることだったのだ。

草花はその小ささや役に立たないという理由で、誰からも気にも留められない存在だというのに――

(彼女は一体なぜ、そんなことをしているのだろうか?)

Hはその行動が理解できず、戸惑いを覚えていた。

もちろん、その疑問に答えてくれる者などいるはずもない。

彼がぼんやりと見つめている間も、その魅惑的な光景は視界から消えなかった。目を閉じない限り、決して消えることのない真実として、彼の心に強く焼き付けられていく。

「あの娘は……」

Hにはどう反応すれば良いのかわからなかった。

その瞬間、かすかな木の皮のような乾いた笑い声が、風に乗って彼の意識へと運ばれてきた。

Hはもう、これ以上自分の気持ちに逆らうことはできなかった。すでに招待に応じてしまったのだ。彼に課せられた義務はこれで終わった。これから先、何が起ころうとも、彼は自分の中にある弱さを抱えたまま、それと共に戦っていく覚悟を決めたのだった。

彼は窓を閉じ、しっかりと鍵をかけた。月の光が完全に遮られたその瞬間、部屋全体が闇に覆われた。

Hは一本の蝋燭に火を灯し、そのまま静かに床に就いた――。

---

『翌朝』

Hはいつものように淡々と日課をこなしていた。他の誰とも変わらない日常であったが、彼にはひとつだけ特別な趣味があった。それは毎朝、ハイペリカムの花壇を眺め、世話をすることだった。ここは彼の寮からそれほど遠くなく、ちょうど良い距離にあったため、ヴァシェルシーズ・コーリカ学院の活動へと向かう途中に立ち寄るのに最適だった。この花壇は彼自身が所有しているわけではなく、学院の植物園の一区画を一時的に借り受け、自分に良いエネルギーを与える場としているに過ぎなかった。ハイペリカムの区画を一歩越えれば、そこに咲く花々はもはや彼の管理下にはなかった。時々、しおれた他の花壇を気の毒に思い、手を伸ばすこともあったが、結局それら全てを受け入れることは叶わなかった。心が狭いわけではないが、一部の花々がもたらす余計なエネルギーや問題をこれ以上抱えることはできなかったのだ。

ハイペリカムの黄金色の輝きは、他のどんなものにも与えられない特別な安らぎを彼にもたらした。特に「金糸梅(ジンシメイ)」という品種は、彼の心の一部であるかのように大切に育てられていた。この花との間には深い思い入れがあったからだ。

卒業式は終わったが、彼らはまだしばらくここに留まる必要があった。ヴァシェルシーズ・コーリカの地平線の向こう側にある世界を「改善」するために、この場所から何を持ち出すべきかを、じっくりと考える時間が与えられていたのだ。

Hは名残惜しげに金糸梅の一輪にそっと触れ、それから新たな学びのために振り返った。その瞬間、誰かと視線がぶつかった。

その人物は彼の顔をじっと観察するように見つめ、最初に声を掛けてきた。

「あなたは第一期生の方ですか?」
Hは淡々とその人物の目を見返し、特に気にする様子もなく答えた。
「そうだが?」

男はHに対して親しげに微笑むと、軽く会釈をして敬意を示した。用件が終わったと判断したHも、軽く頭を下げてその場を立ち去った。

地面を見つめながら歩きつつ、Hは先ほどの男がなぜ自分に会いに来たのか、その理由を静かに考えていた――。

---

「H殿、今回で最後かと思うと、なんとも惜しいものですなぁ……」
曇った眼鏡をかけ、痩せ細った老人は、Hよりも頭一つほど低かったが、その身のこなしは驚くほど軽やかだった。彼は寂しげな声音でしみじみと呟いた。

Hは師の別れの言葉に穏やかな微笑を浮かべた。
「先生、今まで本当にありがとうございました。先生からいただいた数々の知識は、時に私自身が耳にしても、本当に自分がそれらを知るにふさわしいのか、自分にそれだけの価値があるのかと疑うことさえありました」
Hは奇妙な形をした薬瓶にそっと指を触れながら、ぼんやりと撫でていた。瓶の中にあるのは透明で色も匂いもない液体だったが、それは恐ろしく強力で危険なものだった。

老人は慈愛に満ちた笑みを浮かべ、小さく笑いながら後ろ手に歩き、いつもの席を離れてHが手にするその奇妙な薬瓶に近寄った。そして腰をかがめ、その液体をじっと見つめると、ゆっくりと人差し指を瓶の側面に近づけ、そこから注意深く液体を引き出して見せた。

Hは驚きのあまり目を見開いたが、何も言葉を発しなかった。

    『――師というものは、弟子が見ることのできぬものを見通しているものだ――』


---

『翌日、太陽が高く昇り、昼食の時刻が近づいた頃――』

「こ、これは一体なんのべちゃべちゃなのよっ!」

食堂の一角で騒がしい音が響いた。そちらに目を向けると、床にはぐちゃぐちゃになった食べ物の塊が転がっていた。その横には華奢な身体をした少女が車椅子に座り、細い両足は力なく垂れ、左の眼球は左へ、右の眼球は右へと別々の方向を向いている。厚い学院の制服の下に隠れて姿ははっきりと見えないが、その声だけで、誰もが彼女を天才少女カニンだと理解していた。

カニンは特別な少女だった。彼女は自らの特殊な能力以外には何も感知できない。彼女は誰もが見ることができないものを見、代わりに他者が普通に見るものが見えず、味わえないものを味わい、一般の人間が当然持つ感覚のすべてを失っていた。また、自力ではどこへも行くことができなかった。この世界で彼女を気に入る人物は学院長ただ一人しかいない。

「あんた!あんたが私を馬鹿にしたのね!」
カニンは怒りに満ちて食堂の係員を指差した。

この学院では、生徒たちが勉学に専念できるよう、動いて話せる無生物にサービス業務を任せていた。指摘された無生物は明らかに混乱しており、自分は指示通りにしただけで、そもそもカニンのことすらよく知らないため、どう対処すれば良いか困惑していた。

「どうして彼女がここに?」
「道を間違えたのか?」
「珍しいな……」

低い囁き声が男性たちの間で飛び交う。明らかに彼女は間違った場所に来てしまっているが、カニン自身はそれを全く気にも留めていなかった。

とはいえ、学院の連絡が通っていたため、男子側の食堂のスタッフも彼女に渡すべきものを準備していた。

「あ、あの……これはべちゃべちゃではなく、本日あなたに提供するための食事でございます……」
無生物はなんとか勇気を振り絞り、震える声でそう答えた。それは受け取った情報と完全に一致する内容だった。

それを聞いた途端、カニンの顔色が変わった。
「そう、そうなのね。また新しい実験に変えたわけね、この最低の自己中ども!私はまた我慢しなければならないのね!ご飯くらい普通に食べさせてよ!」

彼女の声は不思議なほど力強く響いた。それはきっと、彼女が表現できない全ての感情を代弁しているからに違いなかった。何かを得るためには、必ず何かを失う必要がある。カニンは他者には与えられない特別な使命を背負い、他者には見えない祝福を受け取った。だからこそ彼女は特異であり、こんな苦しみに耐えねばならないのだ。

学院長とここにいる長年の仲間たちは彼女をよく知っているため、特別に食堂を早めに開け、彼女のための特別な空間を設けていた。学院にはカニンのように特別な配慮が必要な生徒が多くいた。彼女はその一人であり、彼女はまさに「苦悩のカニン」として、今日もまたその名にふさわしい苦しみを背負っていた。

彼女が食事について騒いでいる間に、一人の青年が食堂へと入ってきた。錬金術の授業の際に必ず着用する長く真っ白な制服の裾を揺らしながら、彼はカニンの車椅子のそばで立ち止まった。

「君も……大変だな」

彼には彼女の気持ちがよく理解できた。カニンは、彼が同じ世界にいると感じられるごく少数の人間の一人だった。孤独で寂しく、誰にも理解されない苦しみを背負っている者同士として。

カニンは怒りで激しく息をつき、片手で胸を押さえながらHの方を向き、感情のこもらない目で彼を憎々しげに睨みつけ、低い声で言い放った。

「あんたに同情されたくなんかないわ。あんたには選択肢があるけど、私はないの!もうとっくに諦めてる。誰かの哀れみなんて欲しくない!」
彼女は呼吸を整えると、同じ手で器用に車椅子を操作し、厨房の方へ向かい始めた。もちろん彼女には目の前の青年が誰なのかわかっていなかったが、彼女の知る限り、自分より多くの選択肢を持つ者ばかりだった。この青年もきっと同じだろうと思ったのだ。

「食事を台無しにしたわ。さあ、新しい料理人と話をしてくる」
彼女は完全にHへの関心を失い、再び食事を持ってきた無生物に語りかけると、静かにその場を去っていった。

(僕はただ彼女を助けようとしただけなんだがな……)

Hは心の中でつぶやいた。
ヴァシェルシーズ・コーリカ学院は男女が明確に分離されている。ここ数日、彼が連続して女性に会っていることは、彼にとって決して良い兆候ではなかった。本来出会うはずのない存在に出会うこと、それはすぐに起こる大きな変化の兆しだったからだ。
そもそもなぜカニンがここまで迷い込んだのか、普段なら彼女の付き添いが決して離れることなどないはずだったが――。

(まあ、いいか……)

Hは静かにそう思った。


Comments